แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตัดสินใจทางธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตัดสินใจทางธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กรณีศึกษาในสามก๊ก การเจรจาระหว่างเตียวเลี้ยวและกวนอู


           ต้องบอกก่อนว่าสาเหตุที่ผมเขียนเคสนี้ขึ้นมาหวังเพื่อเป็นประโยชน์กับเด็กมัธยมที่เรียนสามก๊กตอนนี้อยู่ เคสนี้ที่ผมจะพูดถึงคือ ตอนกวนอูไปรับราชการกับโจโฉ เหตุการณ์ที่น่าสนใจในนี้คือการเจรจาระหว่างเตียวเลี้ยวและกวนอู ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีเงื่อนไขแตกต่างออกไป


เตียวเลี้ยว
     เมื่อกวนอูโดนทัพของโจโฉล้อมไว้ที่เมืองแห้ฝือ โดยอยู่แยกกับเล่าปี่และเตียวหุยเนื่องจากอยู่รักษาคนละเมือง (คนอื่นก็แพ้เสียเมืองกันหมด)  ทำให้สถานะของกวนอูตอนนั้นไม่ต่างจากตายทั้งเป็นถ้าคิดจะสู้โจโฉต่อไป โจโฉเป็นคนฉลาดไม่อยากจะฆ่ากวนอูตายจึงอยากได้กวนอูมาเป็นพวก ทำให้ต้องเกิดการเจรจาขึ้น และเตียวเลี้ยวเองก็อาสาที่จะไปเจรจากับกวนอู


     ถามว่าทำไมต้องเตียวเลี้ยว? ประการแรกคือเตียวเลี้ยวมีบุญคุณกับกวนอู เมื่อตอนที่ลิโป้โดนประหาร แต่กวนอูขอให้โจโฉเว้นชีวิตเตียวเลี้ยว เพราะเป็นคนซื่อสัตย์และมีฝืมือ ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้กวนอูยอมเจรจากับเตียวเลี้ยว แต่วิธีที่เตียวเลี้ยวเริ่มใช้ในการต่อรองกับกวนอูนั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก



         แน่นอนว่าการพูดตรงๆให้กวนอูเพื่อแปรพักตร์นั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้กวนอูยอมมาร่วมด้วย ซ้ำอาจจะโดนด่าโดนว่าอีกและภารกิจจะไม่สำเร็จ วิธีที่เตียวเลี้ยวใช้คือการตำหนิตัวกวนอูเองว่าถ้ารบจนตายอะไรจะเกิดขึ้น คือ
  1. การที่กวนอูเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเล่าปี่และเตียวหุย
  2. เล่าปี่มอบครอบครัวให้รักษาคุ้มครอง
  3. กวนอูยังมีอะไรให้ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอีกมาก 

         ทำไมคำสาบานที่ส่วนท้อจึงเกี่ยวโยงได้? เนื่องจากการที่สามคนพูดว่า "แม้นไม่เกิด วันเดือนปี เดียวกัน แต่ขอตาย วันเดือนปี เดียวกัน" ทำให้เตียวเลี้ยวดึงประโยชน์จากข้อนี้มาใช้ในการโน้มน้าว เพราะถ้ากวนอูตายลงไป

         เมื่ออีกสองคนรู้เข้าก็อาจจะตายตามกวนอูก็เป็นได้ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ทำมาก็จะหมดความหมาย การที่เล่าปี่ให้กวนอูคุ้มครองนั้น เช่นกันถ้ากวนอูตายลง กวนอูก็จะผิดต่อหน้าที่ ที่ไม่ดูแลครอบครัวของเล่าปี่ให้ดี

กวนอู
    
         สุดท้ายคือ กวนอูควรจะรักษาชีวิตเพื่อทำการใหญ่ต่อไป ไม่ใช่มาคิดจะตายในวันนี้ ซึ่งโอกาสยังมีอีกมาก ผมคิดว่าคนสมัยก่อนให้ความสำคัญต่อการมีชื่อในประวัติศาสตร์มาก

ผู้อ่านมีความคิดอย่างไรก็สามารถแสดงความคิดเห็นหรือคุยกันได้ครับ...

     

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

36 กลยุทธ์ของจีน ตอน ถอนฟืนใต้กระทะ

     ถอนฟืนใต้กระทะเป็น หนึ่งใน 36 กลยุทธ์ของจีน 三十六計 เป็นกลยุทธ์ติดพัน โดยจะเน้นการทำลายข้าศึกจากภายใน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียหรือเปลี่ยนจากได้เปรียบเป็นเสียเปรียบ




     ถ้าเราถอดความ "ถอนฟืนใต้กระทะ" มันจะมีความหมายว่าการที่ไฟนั้นต้มน้ำในกระทะอยู่นั้น น้ำจะร้อน นั่นหมายความเราไม่สามารถหยิบหรือจับกระทะ และสัมผัสน้ำได้ เนื่องจากมีความร้อน ดังนั้นการถอนฟืนใต้กระทะ เป็นการลดชื้อเพลิงในการเผาไหม้ นั่นหมายความน้ำจะเย็นลง ทำให้เราสามารถยกออกได้ หลักในการนำเอาไปใช้ในสงครามหรือธุรกิจก็คงจะเป็นการ ตัดเสบียง และการลดขวัญกำลังใจ ทำให้เกิดการติดขัดในแผนการและขบวนการต่างๆในองค์กรหรือศัตรูฝ่ายตรงข้าม เพื่อชิงความได้เปรียบแก่ฝ่ายเราเอง ตัวอย่างในสามก๊กเช่น โจโฉเผาเสบียงที่อัวเจ๋า





   

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กรณีศึกษาจากสามก๊ก ตอน "ความฉลาดของเตียวหุย" ตอนที่ 2

     ต้องขอเกริ่นก่อนว่าเตียวหุย(張飛)เป็นหนึ่งในตัวละครที่ผมชอบมากคนหนึ่งในสามก๊ก ซึ่งเป็นคนที่ดูหยาบคายแต่จิตใจดี ซึ่งคนแบบเตียวหุยจะเห็นได้ว่าเป็นคนที่เต็มที่กับหลายๆสิ่ง และเหตุการณ์ที่ปากุ๋นเป็นเหตุการณ์ที่ผมกลับมาอ่านหรือนึกถึงก็ยังคงมีความน่าใจเสมอมา

     ซุนวูกล่าวไว้ว่ากลยุทธที่ดีในการรบคือกลยุทธที่เสียไพร่พลน้อยที่สุด (ดีที่สุดคือรบด้วยอุบาย)  ซึ่งแน่นอนหลังจากเล่าปี่ต้องการขยายอำนาจโดยรุกเข้าเสฉวน เตียวหุยเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เข้ายึดเสฉวนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ซ้ำเตียวหุยยังแสดงอัจริยภาพในการรบตามหลักของซุนวูได้อย่างดีเยี่ยมกล่าวคือ ""การบัญชาทัพชั้นเอกคือชนะด้วยอุบาย รองลงมาคือชนะด้วยการทูต รองลงมาอีกคือชนะด้วยการรบ" อ้างอิงจากคำแปลของอาจารย์บุญศักดิ์ แสงระวี ในบล๊อคนี้เราจะมาพูดถึงความสุขุมของเตียวหุยหลักจากจับตัวเงียมหงันได้แล้ว
ขอบคุณภาพจาก online station

     หลังจากจับตัวเงียมหงัน(严颜)แห่งปากุ๋นได้แล้ว เงียมหงันก็ด่าทอเตียวหุยมากมายเรียกว่าไม่กลัวตายเลยทีเดียว ซ้ำยังรีบเรียกให้ประหารทิ้ง แต่เหตุการณ์นี้แปลกที่เตียวกลับไม่มีอารมณ์โกรธออกมา สามารถควบคุมตัวเองได้อย่างดี ซ้ำกลับแสดงความจริงใจโดยการพูดสรรเสริญและขอร้องให้เงียมหงันเข้าร่วมกับเล่าปี่ ซึ่งเหตุการณ์หลังจากเงียมหงันเข้าร่วมกับเล่าปี่แล้วทำให้ ทัพบกของเตียวหุยโดยให้เงียมหงันเป็นทัพหน้า สามารถผ่านด่านเมืองได้ถึง 45 เมือง ถึงลกเสียโดยไม่เสียไพร่พลแม้แต่คนเดียว ซ้ำยังถึงลกเสียก่อนขงเบ้งและจูล่งซะอีก ซึ่งถ้าเตียวหุยฆ่าเงียมหงันตั้งแต่ปากุ๋น การยกทัพจะไม่ง่ายแบบนี้ ซ้ำยังก่อให้เกิดความโกรธแค้นต่อผู้คนอีกจำนวนมาก

     ว่าไปแล้ว เตียวหุยก็มีการพัฒนาในการใช้อุบายเหมือนกัน ถ้าจำได้ในบล๊อคก่อนๆผมได้เขียนเกี่ยวกับเตียวหุยในเหตุการณ์สะพานเตียงปันเกี้ยว ในสมัยที่เล่าปี่ต้องไปพึ่งเล่าเปียว(刘表) และซุนกวน(孙权)
เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทัพเล่าปี่โดยไล่ตามมา พอทัพโจโฉที่ไล่ตามมาพบกับเตียวหุยที่สะพานเตียงปันเกี้ยว ซึ่งในขณะนั้นเตียวหุยก็ทำให้บริเวณนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นเพื่อหลอกให้โจโฉคิดว่ามีทหารซ่อนโจมตีอยู่ แต่แผนก็แตกเมื่อเตียวหุยสั่งทำลายสะพาน แต่ก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด


วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กรณีศึกษาจากสามก๊ก ตอน "ความฉลาดของเตียวหุย"

     สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน บล๊อคนี้เราจะมานำเสนอความฉลาดของเตียวหุยกัน เมื่อพูดถึงตัวละครที่ชื่อว่าเตียวหุยในสามก๊กแล้ว คนที่พอมีความรู้สามก๊กบ้างก็จะรู้ว่าเป็นพี่น้องร่วมสาบานของหนึ่งในตัวละครหลักที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี นั่นก็จะคือเล่าปี่นี่เอง ถามว่าเล่าปี่และเตียวหุยเจอกันได้อย่างไร ก้ต้องท้าวความไปในตอนแรกของสามก๊กเลย หรือถ้าใครดูซีรีย์ปี1994ก็คือในตอนแรก ก็จะเห็นว่าเล่าปี่และเตียวหุยเจอกันได้เนื่องจากต้องการช่วยเหลือบ้านเมืองในเวลาที่โจรผ้าเหลืองก่อกบฏ ซึ่งในหนังสือกับซีรีย์มีเนื้อเรื่องไม่เหมือนกันตรงที่ในหนังสือเล่าปี่และเตียวหุยคุยกันก่อนที่ร้านเหล้าแล้วกวนอูค่อยออกมา ส่วนในซีรีย์เล่าปี่คุยกับเตียวหุยจริงๆก็คือตอนที่ชกต่อยกับกวนอูนั่นเอง อย่างไรก็ตามคนที่อ่านสามก๊กก็จะรู้ว่าเตียวหุยนั้นเป็นคนทำอะไรไม่ค่อยคิด เสียงดัง ดุดัน แต่จริงๆแล้วเป็นคนดีมากๆคนหนึ่งเลยในสามก๊ก ถึงจะดูทำอะไรไม่ค่อยคิดแต่เขาก็แสดงให้เห็นว่าตัวเขาเองก็มีปัญญาไม่ต่างจากใครๆ วันนี้เราจะมายกตัวอย่างในเหตุการณ์ที่เตียวหุยจะเข้าตีเมืองปากุ๋นกัน

เตียวหุย


     เมืองปากุ๋นเป็นเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศจีน เหตุการณ์นี้จะอยู่ในช่วงที่เล่าปี่ต้องการขยายอำนาจหลังจากศึกใหญ่อย่างเซ็กเพ็ก ซึ่งขงเบ้งก็แนะนำให้เล่าปี่เข้ายึดเสฉวนเป็นฐานที่มั่นเนื่องจากภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก จึงเหมาะเป็นฐานไว้สำหรับตั้งตัว ในขณะนั้นเองจูล่งและเตียวหุยก็ต่างแข่งกันสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ ขงเบ้งก็ได้ให้จูล่งบุกเสฉวนทางน้ำ ส่วนเตียวหุยบุกทางบก ใครถึงเมืองลกเสียที่เป็นเมืองหน้าด่านของเสฉวนก่อนจะมีความดีความชอบ

เงียมหงัน ขอขอบคุณ thaisamkok


     เมื่อเตียวหุยได้เดินทางเมืองปากุ๋นแล้วก็เจอขุนพลสูงวัยชื่อเงียมหงัน ปัญหาที่เตียวหุยเจอคือเงียมหงันใช้กลยุทธตั้งรับอย่างเดียวไม่ว่าเตียวหุยจะทำอย่างไรก็ไม่ออกรับเพียงแต่ใช้เกาทัณฑ์ยิงเพื่อป้องกันเท่านั้นเอง ซึ่งทำให้เตียวหุยต้องไปศึกษาภูมิประเทศด้วยตนเอง ซึ่งก็พบว่ายากที่เข้าตีอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถเข้าโจมตีแบบปรกติได้ ทำให้คราวนี้เตียวหุยต้องออกอุบายในการยึดเมืองปากุ๋น ซึ่งอุบายแรกก็คือ ใช้อุบายโดยให้ทหารทั้งหมดลงนั่งนอนกับพื้นเพื่อทำให้ฝ่ายเงียมหงันเห็นว่ากองทัพเตียวหุยไม่หึกเหิมในการรบต่อไป แต่เงียมหงันกลับอ่านสถานการณ์ออกโดยประสบการณ์ทำให้ไม่ตกหลุมพราง อุบายต่อมาก็ให้ทหารไปด่าทอหน้าด่านเมืองปากุ๋นแต่ก็ยังคงไม่สำเร็จเนื่องจากเงียมหงันก็ยังคงรู้ทันเตียวหุยอยู่ดี ต่อมาอุบายที่สามก็ให้ทหารไปตัดฟืนตอนกลางคืน ซ้ำเตียวหุยก็รู้ว่ามาสายลับปะปนเข้าไป จึงออกคำสั่งให้สายลับคนนั้นไปแจ้งต่อเงียมหงันเพื่อล่อให้ออกมา ฝ่ายเงียมหงันคิดว่าคราวนี้คงจะจับตัวเตียวหุยได้สำเร็จแต่ไม่รู้ว่าเตียวหุยนั้นได้ซ้อนแผนไว้ โดยเมื่อเงียมหงันเห็นเตียวหุยตัวปลอมนำทัพออกมาทางช่องแคบก็บุกโจมตี โดยไม่ทันตั้งตัวว่าเตียวหุยตัวจริงมาจากด้านหลังและสามารถจับตัวงเงียมหงันได้สำเร็จ

     เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นความฉลาดของเตียวหุยในการล่อเงียมหงันออกจากเมืองได้ นับเป็นหนึ่งในกลยุทธทางการรบที่มีความพิเศษอันหนึ่งในสามก๊กก็ว่าได้ ในโลกของความจริงบางครั้งเราก็ต้องหลอกล่อคู่แข่งเรา เพื่อเป็นการเปิดช่องให้ตัวเอง อาจจะดูเป็นคนขี้โกงแต่ในโลกของความเป็นจริงก็มีให้เราเห็นอยู่เสมอ

   ครั้งหน้าเราจะมาเล่าเหตุการณ์ต่อจากนี้รวมไปถึงการใช้สติปัญญาของเตียวหุยในตอนต่อๆไป

  นี่คือสามก๊กซีรีย์ปี1994ครับ ในตอนที่เตียวหุยรบกับเงียมหงัน


วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สามก๊ก - อย่าไล่หมาจนตรอก (เล่าปี่และจูฮี)

     ห่างหายไปนานเลยครับกับการเขียนบล๊อค บล๊อคนี้จะมานำเสนอกรณีศึกษาของสามก๊กอีกตอนหนึ่งครับ เรื่องเกี่ยวกับการไล่ศัตรูให้จนตรอก ขออ้างอิงคำพูดจากหนังสือ กลศึกสามก๊ก ของอาจารย์บุญศักดิ์แสงระวีแล้วกันครับ "จนตรอกอย่าเค้น" "ล้อมพึงเปิดช่อง" เป็นกลยุทธในสมัยโบราณที่กล่าวโดย เวลาปิดล้อมศัตรู อย่าปิดจนไม่มีทางออก ให้ศัตรูคิดว่ายังสามารถรอดตายได้ ซึ่งในหลักจิตวิทยาแล้ว กลยุทธนี้จะทำให้ศัตรูไม่คิดสู้ต่อ และต้องการที่จะหลบหนี ซึ่งถ้าศัตรูต้องการจะหลบหนีก็หมายความว่าเราก็สามารถจัดการศัตรูที่จะไม่มีใจจะสู้ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ในสามก๊ก อยู่ในยุคแรกของสามก๊ก สมัยโจรผ้าเหลืองก่อกบฎ
ขอบคุณรูปจาก http://meeksam.blogspot.com/


     ในช่วงก่อกบฏของโจรผ้าเหลือง โจรผ้าเหลืองได้ยึดเมืองอ้วนเซียเอาไว้ เล่าปี่ได้ติดตามจูฮี(เป็นแม่ทัพแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เป็น 1 ใน 3 แม่ทัพใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง อ้างอิงจาก https://th.wikipedia.org/wiki/จูฮี)เพื่อไปปราบกบฎเมืองนี้ ซึ่งจูฮีก็สั่งให้เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยโจมตีทางด้านทิศตะวันตกและใต้ของเมือง และจูฮีโจมตีทางทิศเหนือและตกวันออกของเมือง ซึ่งในที่สุดก็สามารถล้อมเมืองอ้วนเซียได้ทั้งหมด 4 ทิศ ในที่สุดฮั่นต๋งก็ส่งคนออกมาสวามิภักดิ์ แต่จูฮี ไม่รับ ด้วยเหตุผลที่ว่าโจรยังไงก็ยังเป็นโจรวันยังค่ำ เนื่องจากจูฮีไม่รับโจรเหล่านั้น เล่าปี่ก็เสนอว่า เพราะฉะนั้นเราไม่ควรล้อมเมือง 4 ทิศ เราควรเปิด 2 ด้านไว้ให้โจรหลบหนี เนื่องจากการล้อม 4 ด้านจะทำให้โจรนับหมื่นคน รวมเป็นหนึ่งเดียว จะสู้โดยไม่คิดชีวิตเหมือนหมาจนตรอก นั้นจะทำให้ภารกิจนั้นล้มเหลวไปอีก ซึ่งการเปิดทิศตะวันออกและใต้ แล้วไปมุ่งโจมตีทางทิศเหนือและตะวันตกแทน จะทำให้สามารถจับกุมโจรเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากโจรจะหนีไปโดยไม่มีใจจะสู้ ซึ่งในที่สุดก็ทำให้โจรหนีไปและล้มตายเป็นจำนวนมาก
เล่าปี่

    เหตุการณ์นี้ทำให้เราได้เห็นความสามารถทางการทหารของเล่าปี่ได้อย่างชัดเจนว่าเข้าใจในหลักการและยังสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนจูฮีก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปกครองได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าในอดีตฮั่นโกโจจะใช้วิธีสวามิภักดิ์ แต่จูฮีเข้าใจในเหตุการณ์ว่ามันต่างกับสมัยก่อนราชวงศ์ฮั่น เนื่องจากสมัยฮั่นโกโจนั้นแผ่นดินทั้งหมดต่างไม่ขึ้นกับเมื่องใดๆเลย แต่ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นนั้นเป็นการก่อกบฎซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย ถ้ายอมให้สวามิภักดิ์คนเหล่านี้ก็จะนำปัญหาให้กับระบบการปกครองในอนาคต

     บล๊อคหน้าเราจะมาพูดถึงกรณีหมาจนตรอกอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งห่างจากเหตุการณ์โจรผ้าเหลืองไม่นาน...

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การตัดสินใจทางธุรกิจหรือ Decision Making และกรณีศึกษาในสามก๊ก 2

เอาหละครับ ผมจะนำเสนอความรู้เกี่ยวกับธุรกิจและพยายามใช้ตัวอย่างในเรื่องสามก๊กในการทำให้เห็นภาพเพื่อให้เข้าใจได้มากขึ้นครับ

การตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใดก็ตามมักจะเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนมากเมื่อเกิดความลังเลต่อผลลัพธ์ที่จะออกมา เพื่อให้เกิดความเป็นระบบระเบียบมากที่สุด หนังสือ Decision making ของ Harvard Business Essentials ได้พูดถึงขั้นตอนของการตัดสินใจคือ

  1. Establish a context for success หรือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่ความสำเร็จ
  2. Frame the issue properly หรือ การกำหนดกรอบของปัญหาอย่างเหมาะสม
  3. Generate alternatives หรือ การสร้างทางเลือก
  4. Evaluate the alternatives หรือ การประเมินทางเลือก
  5. Choose the alternative that appears the best หรือ เลือกสิ่งที่ดีที่สุด
ในบทความนี้จะพูดถึงข้อแรกคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่ความสำเร็จ แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์แน่นอน อย่างเช่นทำไมเด็กวัยรุ่นในแถบสลัมจึงมีพฤติกรรมที่ติดยาและไม่ค่อยมีเป้าหมายในชีวิต ต่างกับคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความคิดและมีเป้าหมายในชีวิต หรือมีการเจรจาที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ฝ่าย และทั้ง 2 ฝ่ายใช้เจรจากันแบบทะเลาะกัน มันก็ย่อมไม่ส่งผลที่ดีต่อการเจรจาครั้งนั้น

ซุนกวน


ตัวอย่างในสามก๊กก็คงจะเป็นการที่ซุนกวนนั้นส่งจูกัดกิ๋นไปเสฉวนเพื่อขอเมืองเกงจิ๋วคืนโดยได้กักขังครอบครัวของจุกัดกิ๋นไว้ เพื่อเป็นการสมจริง ฝ่ายซุนกวนตั้งใจที่จะสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดความสงสารแก่ฝ่ายเล่าปี่ ถามว่าทำไมถึงใช้จุกัดกิ๋น เหตุผลก็คือการที่จูกัดกิ๋นเป้นพี่ชายของขงเบ้ง การกักขังครอบครัวจุกัดกิ๋น ย่อมทำให้เกิดความสงสารแก่ขงเบ้งเป็นธรรมดา แต่ขงเบ้งกลับดูออกและได้เล่นไปตามเกมทำให้การส่งจูกัดกิ๋นไปครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จเลย

การเดินเกมของผู้นำหลายคนเพื่อให้เกิดความศรัทธาก็ถือเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเช่นกัน อย่างเช่น เล่าปี่สร้างภาพลักษณ์แก่ตนให้เป็นคนที่มีจิตใจดี ซึ่งทำให้คนรักและโอกาสที่จะก่อจราจลก็จะน้อยลง ทำให้มีโอกาสที่จะไปขยายอำนาจโดยการยึดเมืองอื่นๆได้อย่างสบายใจ ส่วนโจโฉสร้างสภาพแวดล้อมขององค์กรตนด้วยคนที่มีความสามารถ ทำให้เป็นก๊กที่แข็งแกร่ง

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การตัดสินใจทางธุรกิจหรือ Decision Making และกรณีศึกษาในสามก๊ก

     ในเกมของการแข่งขันทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การเมือง หรือ ธุรกิจ และอื่นๆนั้น ย่อมต้องมีการตัดสินใจเกิดขึ้นมากมายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการตัดสินใจนี่เองเป็นตัวกำหนดจังหวะและทิศทางที่เกมจะเดินไปในอนาคต

     เนื่องจากการตัดสินใจนั้นมีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้นการที่องค์กรๆหนึ่งจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันหรือการแย่งเปอร์เซนต์ของตลาดนั้นย่อมอาศัยการตัดสินใจที่ดีอยู่เสมอหรือตัดสินใจไปในทางที่ดีกว่าคู่แข่งของเราเอง ยกตัวอย่าง case study ของฝั่งประเทศสหรัฐอเมริกา การที่ Apple ผลิต Ipod ออกจำหน่ายทำให้ยอดขายและราคาหุ้นพุ่งสูงเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัท นับเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดก็ว่าได้ ส่วนการตัดสินใจที่ไม่ดีหละ?


     แน่นอนว่าการตัดสินใจที่ผิดพลาดไปครั้งเดียวก็ก่อให้เกิดสูญเสียอย่างมาก เช่น การที่บริษัท Walt Disney จ้าง Micheal Ovitz มาเป็นประธานบริษัท เพียงปีเดียวก็ทำให้ต้องปลด Micheal Ovitz ออกและชดเชยค่าเสียหายกว่า 140 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ซ้ำยังถูกผู้ถือหุ้นฟ้องเนื่องนำเงินจำนวนมากไปให้กับพนักงานที่ถูกประเมินการทำงานต่ำ การฟ้องร้องสร้างความเสียหายให้กับ walt disney ไปอีกหลายล้านเหรียญเลยทีเดียว

     การเดินเกมของผู้นำโดยทั่วไป ต้องมองให้ไกลถึงจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ มิใช่เพียงการเล็งเห็นผลประโยชน์เล็กน้อยที่สามารถคว้าได้ในปัจจุบัน ในทุกวันนี้ก้มีหลายองค์กรที่ยอมสละผลประโยชน์เล็กน้อยเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่มีค่ามากกว่านั้น ในสามก๊กนั้นมีตัวอย่างให้เราศึกษามากมายเพราะมันหลายๆอย่างมันยังใช้ได้จริงอยู่ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร การตัดสินใจทางธุรกิจ รวมไปถึงการบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ส่วนตัวอย่างเราจะนำมาวิเคราะห์ในส่วนถัดไป....
ใครชอบบทความนี้ก็แชร์ต่อกันได้นะครับ

credit ข้อมูลบางส่วนจาก Harvard Business Essentials