แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กรณีศึกษาในสามก๊ก การเจรจาระหว่างเตียวเลี้ยวและกวนอู


           ต้องบอกก่อนว่าสาเหตุที่ผมเขียนเคสนี้ขึ้นมาหวังเพื่อเป็นประโยชน์กับเด็กมัธยมที่เรียนสามก๊กตอนนี้อยู่ เคสนี้ที่ผมจะพูดถึงคือ ตอนกวนอูไปรับราชการกับโจโฉ เหตุการณ์ที่น่าสนใจในนี้คือการเจรจาระหว่างเตียวเลี้ยวและกวนอู ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีเงื่อนไขแตกต่างออกไป


เตียวเลี้ยว
     เมื่อกวนอูโดนทัพของโจโฉล้อมไว้ที่เมืองแห้ฝือ โดยอยู่แยกกับเล่าปี่และเตียวหุยเนื่องจากอยู่รักษาคนละเมือง (คนอื่นก็แพ้เสียเมืองกันหมด)  ทำให้สถานะของกวนอูตอนนั้นไม่ต่างจากตายทั้งเป็นถ้าคิดจะสู้โจโฉต่อไป โจโฉเป็นคนฉลาดไม่อยากจะฆ่ากวนอูตายจึงอยากได้กวนอูมาเป็นพวก ทำให้ต้องเกิดการเจรจาขึ้น และเตียวเลี้ยวเองก็อาสาที่จะไปเจรจากับกวนอู


     ถามว่าทำไมต้องเตียวเลี้ยว? ประการแรกคือเตียวเลี้ยวมีบุญคุณกับกวนอู เมื่อตอนที่ลิโป้โดนประหาร แต่กวนอูขอให้โจโฉเว้นชีวิตเตียวเลี้ยว เพราะเป็นคนซื่อสัตย์และมีฝืมือ ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้กวนอูยอมเจรจากับเตียวเลี้ยว แต่วิธีที่เตียวเลี้ยวเริ่มใช้ในการต่อรองกับกวนอูนั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก



         แน่นอนว่าการพูดตรงๆให้กวนอูเพื่อแปรพักตร์นั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้กวนอูยอมมาร่วมด้วย ซ้ำอาจจะโดนด่าโดนว่าอีกและภารกิจจะไม่สำเร็จ วิธีที่เตียวเลี้ยวใช้คือการตำหนิตัวกวนอูเองว่าถ้ารบจนตายอะไรจะเกิดขึ้น คือ
  1. การที่กวนอูเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเล่าปี่และเตียวหุย
  2. เล่าปี่มอบครอบครัวให้รักษาคุ้มครอง
  3. กวนอูยังมีอะไรให้ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอีกมาก 

         ทำไมคำสาบานที่ส่วนท้อจึงเกี่ยวโยงได้? เนื่องจากการที่สามคนพูดว่า "แม้นไม่เกิด วันเดือนปี เดียวกัน แต่ขอตาย วันเดือนปี เดียวกัน" ทำให้เตียวเลี้ยวดึงประโยชน์จากข้อนี้มาใช้ในการโน้มน้าว เพราะถ้ากวนอูตายลงไป

         เมื่ออีกสองคนรู้เข้าก็อาจจะตายตามกวนอูก็เป็นได้ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ทำมาก็จะหมดความหมาย การที่เล่าปี่ให้กวนอูคุ้มครองนั้น เช่นกันถ้ากวนอูตายลง กวนอูก็จะผิดต่อหน้าที่ ที่ไม่ดูแลครอบครัวของเล่าปี่ให้ดี

กวนอู
    
         สุดท้ายคือ กวนอูควรจะรักษาชีวิตเพื่อทำการใหญ่ต่อไป ไม่ใช่มาคิดจะตายในวันนี้ ซึ่งโอกาสยังมีอีกมาก ผมคิดว่าคนสมัยก่อนให้ความสำคัญต่อการมีชื่อในประวัติศาสตร์มาก

ผู้อ่านมีความคิดอย่างไรก็สามารถแสดงความคิดเห็นหรือคุยกันได้ครับ...

     

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

36 กลยุทธ์ของจีน ตอน ถอนฟืนใต้กระทะ

     ถอนฟืนใต้กระทะเป็น หนึ่งใน 36 กลยุทธ์ของจีน 三十六計 เป็นกลยุทธ์ติดพัน โดยจะเน้นการทำลายข้าศึกจากภายใน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียหรือเปลี่ยนจากได้เปรียบเป็นเสียเปรียบ




     ถ้าเราถอดความ "ถอนฟืนใต้กระทะ" มันจะมีความหมายว่าการที่ไฟนั้นต้มน้ำในกระทะอยู่นั้น น้ำจะร้อน นั่นหมายความเราไม่สามารถหยิบหรือจับกระทะ และสัมผัสน้ำได้ เนื่องจากมีความร้อน ดังนั้นการถอนฟืนใต้กระทะ เป็นการลดชื้อเพลิงในการเผาไหม้ นั่นหมายความน้ำจะเย็นลง ทำให้เราสามารถยกออกได้ หลักในการนำเอาไปใช้ในสงครามหรือธุรกิจก็คงจะเป็นการ ตัดเสบียง และการลดขวัญกำลังใจ ทำให้เกิดการติดขัดในแผนการและขบวนการต่างๆในองค์กรหรือศัตรูฝ่ายตรงข้าม เพื่อชิงความได้เปรียบแก่ฝ่ายเราเอง ตัวอย่างในสามก๊กเช่น โจโฉเผาเสบียงที่อัวเจ๋า





   

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปล้นเสบียงที่อัวเจ๋า พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

     สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่านหลังจากไม่ได้เขียนบล๊อคมานานรวมไปถึงไม่ค่อยได้อ่านสามก๊กเท่าเมื่อก่อนทำให้หลงๆลืมๆไปบ้าง ช่วงนี้เลยจะเขียนเกี่ยวกับสามก๊กในเหตุการณ์แรกๆไปก่อน เรื่องหลังๆในสามก๊กจะมาเขียนเร็วๆนี้ครับ
โจโฉ ภาพจาก cnminerva.wordpress.com


     เมื่อพูดถึงโจโฉแล้วใครๆก็รู้ว่าเป็นตัวละครเอกของเรื่อง ถามว่าคนๆนี้ตั้งตัวจริงๆได้เมื่อไหร่? โจโฉผ่านศึกมากมายกว่าจะได้ครองภาคเหนือของประเทศจีน ซึ่งศึกที่มีความสำคัญต่ออำนาจของโจโฉจริงๆในความคิดของผมน่าจะเป็นศึกกัวต๋อ ระหว่างโจโฉและอ้วนเสี้ยว เป็นหนึ่งในศึกที่ยิ่งใหญ่ในสามก๊ก และศึกแห่งประวัติศาสตร์ของประเทศจีน ทำให้โจโฉได้ขยายอาณาเขตและอำนาจ โดยเป็นการเอาน้อยชนะมาก ครั้งนั้นโจโฉมีกำลังพลเพียงแค่ 7 หมื่นคน ในขณะที่อ้วนเสี้ยวมีถึง 70 หมื่น หรือ 7 แสนคน


อ้วนเสี้ยว ภาพ oattochemicalz.wordpress.com
      ซึ่งในศึกกัวต๋อตัวแปรสำคัญที่ทำให้โจโฉได้เปรียบอ้วนเสี้ยวคือการตัดเสบียงทหารอ้วนเสี้ยวทั้งหมด ก่อนหน้านั้นโจโฉเป็นฝ่ายที่จะแพ้แน่ๆอยู่แล้วเนื่องจากเสบียงหมดและกำลังทหารที่ลดลง แต่เหตุการณ์กลับเป็นใจให้โจโฉเนื่องจากเกิดความขัดแย้งในฝ่ายอ้วนเสี้ยวผู้ที่เป็นผู้นำที่อ่อนแอเอง เขาฮิว ก็แปรพักตร์เข้าร่วมกับโจโฉ ทำให้โจโฉได้รู้ถึงจุดอ่อนของทัพอ้วนเสี้ยว

เขาฮิว ผู้มีอิทธิพลต่อศึกกัวต๋อ



      มาดูดีกว่าว่าแผนของโจโฉเป็นอย่างไร เริ่มจากวางกำลังในค่ายอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการปล้นค่ายตอนกลางคืน หลังจากนั้นนำทหาร 5000 คน ปลอมตัวเป็นทหารอ้วนเสี้ยวโดยถือธงอ้วนเสี้ยว (แน่นอนว่าสมัยก่อนการปลอมแปลงอะไรต่างๆถือว่าง่ายมาก) เพื่อบุกตำบลอัวเจ๋าตอนกลางคืน ซ้ำอ้วนเสี้ยวให้อิเขงนายทหารที่ขี้เมาดูแลค่าย แน่นอนว่าเขาก็ละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ทำให้โจโฉเผาเสบียงทัพได้สำเร็จในที่สุด ซึ่งถ้าใครได้ดูซีรีย์หรืออ่านในหนังสือก็เห็นว่าการตีอัวเจ๋านั้นสามารถนำเอามาศึกษาได้หลายๆข้อ

ใครอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมแนะนำให้ดูวีดีโอนี้ครับ


  • ข้อแรกคือการที่โจโฉรอการเปลี่ยนแปลงของทัพอ้วนเสี้ยว ข้อนี้จะสำเร็จได้ถ้าแม่ทัพมีความใจเย็นพอ ซึ่งในตอนแรกโจโฉก็จะถอยอยู่แล้ว แต่ที่ปรึกษาได้ตั้งคำถามไว้ว่าอ้วนเสี้ยวนั้นทัพใหญ่กว่า 10 เท่าแต่ทำไมไม่สามารถเอาชนะได้เลย และแนะนำให้รอการเปลี่ยนแปลงในกองทัพของอ้วนเสี้ยว 
  • ข้อที่สองนั้นคือในการปะทะกันสามารถเกิดได้เสมอแต่ว่าโจโฉนั้นเลือกที่จะเลือกพื้นที่ในการปะทะแล้วเกิดผลดีต่อตนเองในสงครามนับเป็น case ที่น่าสนใจ
  • ข้อที่สามคือการเผาเสบียงและปล้นเสบียงทำให้กองทัพเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก เพราะคนก็ต้องกินอาหาร การที่ไม่มีเสบียงทำให้กองทัพไม่แรงจะสู้ต่อไป รวมไปถึงการก่อจราจลได้ในกองทัพ ซึ่งกองทัพยิ่งใหญ่เท่าใดก็จะควบคุมได้ยากเท่านั้น
ใครอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมแนะนำให้ดูวีดีโอนี้ครับ 


วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กรณีศึกษาจากสามก๊ก ตอน "ความฉลาดของเตียวหุย" ตอนที่ 2

     ต้องขอเกริ่นก่อนว่าเตียวหุย(張飛)เป็นหนึ่งในตัวละครที่ผมชอบมากคนหนึ่งในสามก๊ก ซึ่งเป็นคนที่ดูหยาบคายแต่จิตใจดี ซึ่งคนแบบเตียวหุยจะเห็นได้ว่าเป็นคนที่เต็มที่กับหลายๆสิ่ง และเหตุการณ์ที่ปากุ๋นเป็นเหตุการณ์ที่ผมกลับมาอ่านหรือนึกถึงก็ยังคงมีความน่าใจเสมอมา

     ซุนวูกล่าวไว้ว่ากลยุทธที่ดีในการรบคือกลยุทธที่เสียไพร่พลน้อยที่สุด (ดีที่สุดคือรบด้วยอุบาย)  ซึ่งแน่นอนหลังจากเล่าปี่ต้องการขยายอำนาจโดยรุกเข้าเสฉวน เตียวหุยเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เข้ายึดเสฉวนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ซ้ำเตียวหุยยังแสดงอัจริยภาพในการรบตามหลักของซุนวูได้อย่างดีเยี่ยมกล่าวคือ ""การบัญชาทัพชั้นเอกคือชนะด้วยอุบาย รองลงมาคือชนะด้วยการทูต รองลงมาอีกคือชนะด้วยการรบ" อ้างอิงจากคำแปลของอาจารย์บุญศักดิ์ แสงระวี ในบล๊อคนี้เราจะมาพูดถึงความสุขุมของเตียวหุยหลักจากจับตัวเงียมหงันได้แล้ว
ขอบคุณภาพจาก online station

     หลังจากจับตัวเงียมหงัน(严颜)แห่งปากุ๋นได้แล้ว เงียมหงันก็ด่าทอเตียวหุยมากมายเรียกว่าไม่กลัวตายเลยทีเดียว ซ้ำยังรีบเรียกให้ประหารทิ้ง แต่เหตุการณ์นี้แปลกที่เตียวกลับไม่มีอารมณ์โกรธออกมา สามารถควบคุมตัวเองได้อย่างดี ซ้ำกลับแสดงความจริงใจโดยการพูดสรรเสริญและขอร้องให้เงียมหงันเข้าร่วมกับเล่าปี่ ซึ่งเหตุการณ์หลังจากเงียมหงันเข้าร่วมกับเล่าปี่แล้วทำให้ ทัพบกของเตียวหุยโดยให้เงียมหงันเป็นทัพหน้า สามารถผ่านด่านเมืองได้ถึง 45 เมือง ถึงลกเสียโดยไม่เสียไพร่พลแม้แต่คนเดียว ซ้ำยังถึงลกเสียก่อนขงเบ้งและจูล่งซะอีก ซึ่งถ้าเตียวหุยฆ่าเงียมหงันตั้งแต่ปากุ๋น การยกทัพจะไม่ง่ายแบบนี้ ซ้ำยังก่อให้เกิดความโกรธแค้นต่อผู้คนอีกจำนวนมาก

     ว่าไปแล้ว เตียวหุยก็มีการพัฒนาในการใช้อุบายเหมือนกัน ถ้าจำได้ในบล๊อคก่อนๆผมได้เขียนเกี่ยวกับเตียวหุยในเหตุการณ์สะพานเตียงปันเกี้ยว ในสมัยที่เล่าปี่ต้องไปพึ่งเล่าเปียว(刘表) และซุนกวน(孙权)
เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทัพเล่าปี่โดยไล่ตามมา พอทัพโจโฉที่ไล่ตามมาพบกับเตียวหุยที่สะพานเตียงปันเกี้ยว ซึ่งในขณะนั้นเตียวหุยก็ทำให้บริเวณนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นเพื่อหลอกให้โจโฉคิดว่ามีทหารซ่อนโจมตีอยู่ แต่แผนก็แตกเมื่อเตียวหุยสั่งทำลายสะพาน แต่ก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด


วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กรณีศึกษาจากสามก๊ก ตอน "ความฉลาดของเตียวหุย"

     สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน บล๊อคนี้เราจะมานำเสนอความฉลาดของเตียวหุยกัน เมื่อพูดถึงตัวละครที่ชื่อว่าเตียวหุยในสามก๊กแล้ว คนที่พอมีความรู้สามก๊กบ้างก็จะรู้ว่าเป็นพี่น้องร่วมสาบานของหนึ่งในตัวละครหลักที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี นั่นก็จะคือเล่าปี่นี่เอง ถามว่าเล่าปี่และเตียวหุยเจอกันได้อย่างไร ก้ต้องท้าวความไปในตอนแรกของสามก๊กเลย หรือถ้าใครดูซีรีย์ปี1994ก็คือในตอนแรก ก็จะเห็นว่าเล่าปี่และเตียวหุยเจอกันได้เนื่องจากต้องการช่วยเหลือบ้านเมืองในเวลาที่โจรผ้าเหลืองก่อกบฏ ซึ่งในหนังสือกับซีรีย์มีเนื้อเรื่องไม่เหมือนกันตรงที่ในหนังสือเล่าปี่และเตียวหุยคุยกันก่อนที่ร้านเหล้าแล้วกวนอูค่อยออกมา ส่วนในซีรีย์เล่าปี่คุยกับเตียวหุยจริงๆก็คือตอนที่ชกต่อยกับกวนอูนั่นเอง อย่างไรก็ตามคนที่อ่านสามก๊กก็จะรู้ว่าเตียวหุยนั้นเป็นคนทำอะไรไม่ค่อยคิด เสียงดัง ดุดัน แต่จริงๆแล้วเป็นคนดีมากๆคนหนึ่งเลยในสามก๊ก ถึงจะดูทำอะไรไม่ค่อยคิดแต่เขาก็แสดงให้เห็นว่าตัวเขาเองก็มีปัญญาไม่ต่างจากใครๆ วันนี้เราจะมายกตัวอย่างในเหตุการณ์ที่เตียวหุยจะเข้าตีเมืองปากุ๋นกัน

เตียวหุย


     เมืองปากุ๋นเป็นเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศจีน เหตุการณ์นี้จะอยู่ในช่วงที่เล่าปี่ต้องการขยายอำนาจหลังจากศึกใหญ่อย่างเซ็กเพ็ก ซึ่งขงเบ้งก็แนะนำให้เล่าปี่เข้ายึดเสฉวนเป็นฐานที่มั่นเนื่องจากภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก จึงเหมาะเป็นฐานไว้สำหรับตั้งตัว ในขณะนั้นเองจูล่งและเตียวหุยก็ต่างแข่งกันสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ ขงเบ้งก็ได้ให้จูล่งบุกเสฉวนทางน้ำ ส่วนเตียวหุยบุกทางบก ใครถึงเมืองลกเสียที่เป็นเมืองหน้าด่านของเสฉวนก่อนจะมีความดีความชอบ

เงียมหงัน ขอขอบคุณ thaisamkok


     เมื่อเตียวหุยได้เดินทางเมืองปากุ๋นแล้วก็เจอขุนพลสูงวัยชื่อเงียมหงัน ปัญหาที่เตียวหุยเจอคือเงียมหงันใช้กลยุทธตั้งรับอย่างเดียวไม่ว่าเตียวหุยจะทำอย่างไรก็ไม่ออกรับเพียงแต่ใช้เกาทัณฑ์ยิงเพื่อป้องกันเท่านั้นเอง ซึ่งทำให้เตียวหุยต้องไปศึกษาภูมิประเทศด้วยตนเอง ซึ่งก็พบว่ายากที่เข้าตีอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถเข้าโจมตีแบบปรกติได้ ทำให้คราวนี้เตียวหุยต้องออกอุบายในการยึดเมืองปากุ๋น ซึ่งอุบายแรกก็คือ ใช้อุบายโดยให้ทหารทั้งหมดลงนั่งนอนกับพื้นเพื่อทำให้ฝ่ายเงียมหงันเห็นว่ากองทัพเตียวหุยไม่หึกเหิมในการรบต่อไป แต่เงียมหงันกลับอ่านสถานการณ์ออกโดยประสบการณ์ทำให้ไม่ตกหลุมพราง อุบายต่อมาก็ให้ทหารไปด่าทอหน้าด่านเมืองปากุ๋นแต่ก็ยังคงไม่สำเร็จเนื่องจากเงียมหงันก็ยังคงรู้ทันเตียวหุยอยู่ดี ต่อมาอุบายที่สามก็ให้ทหารไปตัดฟืนตอนกลางคืน ซ้ำเตียวหุยก็รู้ว่ามาสายลับปะปนเข้าไป จึงออกคำสั่งให้สายลับคนนั้นไปแจ้งต่อเงียมหงันเพื่อล่อให้ออกมา ฝ่ายเงียมหงันคิดว่าคราวนี้คงจะจับตัวเตียวหุยได้สำเร็จแต่ไม่รู้ว่าเตียวหุยนั้นได้ซ้อนแผนไว้ โดยเมื่อเงียมหงันเห็นเตียวหุยตัวปลอมนำทัพออกมาทางช่องแคบก็บุกโจมตี โดยไม่ทันตั้งตัวว่าเตียวหุยตัวจริงมาจากด้านหลังและสามารถจับตัวงเงียมหงันได้สำเร็จ

     เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นความฉลาดของเตียวหุยในการล่อเงียมหงันออกจากเมืองได้ นับเป็นหนึ่งในกลยุทธทางการรบที่มีความพิเศษอันหนึ่งในสามก๊กก็ว่าได้ ในโลกของความจริงบางครั้งเราก็ต้องหลอกล่อคู่แข่งเรา เพื่อเป็นการเปิดช่องให้ตัวเอง อาจจะดูเป็นคนขี้โกงแต่ในโลกของความเป็นจริงก็มีให้เราเห็นอยู่เสมอ

   ครั้งหน้าเราจะมาเล่าเหตุการณ์ต่อจากนี้รวมไปถึงการใช้สติปัญญาของเตียวหุยในตอนต่อๆไป

  นี่คือสามก๊กซีรีย์ปี1994ครับ ในตอนที่เตียวหุยรบกับเงียมหงัน


วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สามก๊ก - อย่าไล่หมาจนตรอก (เล่าปี่และจูฮี)

     ห่างหายไปนานเลยครับกับการเขียนบล๊อค บล๊อคนี้จะมานำเสนอกรณีศึกษาของสามก๊กอีกตอนหนึ่งครับ เรื่องเกี่ยวกับการไล่ศัตรูให้จนตรอก ขออ้างอิงคำพูดจากหนังสือ กลศึกสามก๊ก ของอาจารย์บุญศักดิ์แสงระวีแล้วกันครับ "จนตรอกอย่าเค้น" "ล้อมพึงเปิดช่อง" เป็นกลยุทธในสมัยโบราณที่กล่าวโดย เวลาปิดล้อมศัตรู อย่าปิดจนไม่มีทางออก ให้ศัตรูคิดว่ายังสามารถรอดตายได้ ซึ่งในหลักจิตวิทยาแล้ว กลยุทธนี้จะทำให้ศัตรูไม่คิดสู้ต่อ และต้องการที่จะหลบหนี ซึ่งถ้าศัตรูต้องการจะหลบหนีก็หมายความว่าเราก็สามารถจัดการศัตรูที่จะไม่มีใจจะสู้ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ในสามก๊ก อยู่ในยุคแรกของสามก๊ก สมัยโจรผ้าเหลืองก่อกบฎ
ขอบคุณรูปจาก http://meeksam.blogspot.com/


     ในช่วงก่อกบฏของโจรผ้าเหลือง โจรผ้าเหลืองได้ยึดเมืองอ้วนเซียเอาไว้ เล่าปี่ได้ติดตามจูฮี(เป็นแม่ทัพแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เป็น 1 ใน 3 แม่ทัพใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง อ้างอิงจาก https://th.wikipedia.org/wiki/จูฮี)เพื่อไปปราบกบฎเมืองนี้ ซึ่งจูฮีก็สั่งให้เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยโจมตีทางด้านทิศตะวันตกและใต้ของเมือง และจูฮีโจมตีทางทิศเหนือและตกวันออกของเมือง ซึ่งในที่สุดก็สามารถล้อมเมืองอ้วนเซียได้ทั้งหมด 4 ทิศ ในที่สุดฮั่นต๋งก็ส่งคนออกมาสวามิภักดิ์ แต่จูฮี ไม่รับ ด้วยเหตุผลที่ว่าโจรยังไงก็ยังเป็นโจรวันยังค่ำ เนื่องจากจูฮีไม่รับโจรเหล่านั้น เล่าปี่ก็เสนอว่า เพราะฉะนั้นเราไม่ควรล้อมเมือง 4 ทิศ เราควรเปิด 2 ด้านไว้ให้โจรหลบหนี เนื่องจากการล้อม 4 ด้านจะทำให้โจรนับหมื่นคน รวมเป็นหนึ่งเดียว จะสู้โดยไม่คิดชีวิตเหมือนหมาจนตรอก นั้นจะทำให้ภารกิจนั้นล้มเหลวไปอีก ซึ่งการเปิดทิศตะวันออกและใต้ แล้วไปมุ่งโจมตีทางทิศเหนือและตะวันตกแทน จะทำให้สามารถจับกุมโจรเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากโจรจะหนีไปโดยไม่มีใจจะสู้ ซึ่งในที่สุดก็ทำให้โจรหนีไปและล้มตายเป็นจำนวนมาก
เล่าปี่

    เหตุการณ์นี้ทำให้เราได้เห็นความสามารถทางการทหารของเล่าปี่ได้อย่างชัดเจนว่าเข้าใจในหลักการและยังสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนจูฮีก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปกครองได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าในอดีตฮั่นโกโจจะใช้วิธีสวามิภักดิ์ แต่จูฮีเข้าใจในเหตุการณ์ว่ามันต่างกับสมัยก่อนราชวงศ์ฮั่น เนื่องจากสมัยฮั่นโกโจนั้นแผ่นดินทั้งหมดต่างไม่ขึ้นกับเมื่องใดๆเลย แต่ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นนั้นเป็นการก่อกบฎซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย ถ้ายอมให้สวามิภักดิ์คนเหล่านี้ก็จะนำปัญหาให้กับระบบการปกครองในอนาคต

     บล๊อคหน้าเราจะมาพูดถึงกรณีหมาจนตรอกอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งห่างจากเหตุการณ์โจรผ้าเหลืองไม่นาน...

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กรณีศึกษาของสามก๊ก ตอน จ๊กก๊กคืนสามเมืองให้แก่ง่อก๊ก

     การยอมทิ้งบางอย่างเพื่อเอาตัวรอดหรือสิ่งที่ดีกว่าในภายหน้า นับเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตเราอยู่เสมอๆ ในมุมของนักบริหารที่ฉลาดจะยอมเสียผลประโยชน์เล็กน้อยเพื่อให้ได้สิ่งที่ใหญ่กว่า ในสามก๊กนั้นเองก็มีกรณีแบบนี้ให้ศึกษาอยู่ หนึ่งในนั้นคือตอนที่จ๊กก๊กคืนสามเมืองให้แก่ง่อก๊กนั่นเอง ถามว่าทำไมจึงเรียกว่าคืนให้ง่อก๊ก เมื่อสงครามที่เซ็กเพ็กจบลงเล่าปี่ได้เข้ายึดแคว้นเกงจิ๋วและได้พูดกับฝ่ายง่อก๊กไว้ว่าเป็นการยืมแคว้นเกงจิ๋ว เมื่อได้เสฉวนก็จะคืนให้ แต่ก็รู้ๆกันอยู่ว่านั่นเป็นเพียงแค่คำพูดเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วฝ่ายเล่าปี่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นมาตลอดเมื่อซุนกวนมีการส่งฑูตมาเจรจาขอเมืองคืน

ซุนกวน


     การคืนเมือง 3 เมืองในแคว้นเกงจิ๋วเกิดขึ้น เนื่องจากโจโฉได้มีการเข้ายึดฮันต๋งซึ่งติดกับเสฉวนเลยก็ว่าได้ โจโฉนั้นเดิมทีครองพื้นที่กว่าครึ่งของประเทศจีนได้สมัยนั้นแล้ว ซึ่งถือว่าถ้าจะบุกเข้าตีเสฉวนที่เล่าปี่พึ่งยึดมาได้ก็ไม่ยากเลย การที่เบี่ยงเบนความสนใจของโจโฉมีอยู่ทางเดียวคือ การคืนเมืองให้ฝ่ายซุนกวนหรือง่อก๊ก เพื่อเป็นทางแก่ง่อก๊กในการรุกรานพื้นที่เขตของฝ่ายโจโฉ ทำให้โจโฉต้องแบ่งกำลังไปช่วยทางทิศตะวันออก และล้มเลิกการบุกเข้าตีเสฉวนในที่สุด

     ในสถานการณ์ที่เกิดการแบ่งแยกเป็น 3 ฝ่าย ฝ่ายไหนสร้างพันธมิตรรวมไป 2 ฝ่ายได้ก่อน ย่อมทำให้ฝ่ายที่ 3 อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ

แผนที่ขนาดใหญ่ https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgeYMyBKMd7hwQ-Gf39KTEMD85_LGFnoU8v2Jr5ArxlHttPCCLacU3qxAcIHGZZc9iUdOA67-ow6e4n8KcCiZNcjYP4RxCifrs76G82yLk4h96-QnE6n6fPrEvQiYo8e2ze-pQIRwQZ69m9/s1600/MapSamkok01.gif
     เราจะอ้างอิงจากแผนที่อันนี้ก่อนนะครับ ในภาพนี้คือหลังจากเล่าปี่ได้ฮันต๋งแล้ว แต่ในเหตุการณ์ที่ผมพูดถึงอยู่คือยังเป็นของโจโฉ และเกงจิ๋วในตอนนั้นยังเป็นของเล่าปี่ เซงโต๋คือเมืองหลวงของเล่าปี่

     ก็คือเราจะเห็นได้ว่า ฮันต๋งติดกับเซงโต๋เลย ก็เลยทำให้เล่าปี่ต้องคิดหาแผนที่จะจัดการให้โจโฉไม่รุกรานพื้นที่ของตน นั้นคือการคืนเมือง 3 เมือง ในแคว้นเกงจิ๋วกลับให้ซุนกวน คือเมือง กังแฮ เตียงสาและ ฮุยเอี๋ยง จะเห็นได้ว่า 3 เมืองนี้เป็นเมืองที่ติดกัน จนไปถึงชายแดนฝั่งโจโฉนั่นก็คือเมืองหับป๋า

     ถ้าเรามองดีๆ จากแผนการของฝ่ายเล่าปี่ ที่ยอมคืนเมืองให้ฝ่ายซุนกวน นับว่าได้ประโยชน์ ทั้ง 2 ฝ่าย เป็นกลยุทธที่การทำธุรกิจที่เรียกว่า win-win กล่าวคือ เล่าปี่รอดพ้นจากภัยคุกคามจากโจโฉ ซ้ำยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจ๊กก๊กและง่อก๊กดีขึ้นด้วย ส่วนซุนกวนได้เมืองคืน และมีโอกาสในการขยายอำนาจ

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การตัดสินใจทางธุรกิจหรือ Decision Making และกรณีศึกษาในสามก๊ก 2

เอาหละครับ ผมจะนำเสนอความรู้เกี่ยวกับธุรกิจและพยายามใช้ตัวอย่างในเรื่องสามก๊กในการทำให้เห็นภาพเพื่อให้เข้าใจได้มากขึ้นครับ

การตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใดก็ตามมักจะเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนมากเมื่อเกิดความลังเลต่อผลลัพธ์ที่จะออกมา เพื่อให้เกิดความเป็นระบบระเบียบมากที่สุด หนังสือ Decision making ของ Harvard Business Essentials ได้พูดถึงขั้นตอนของการตัดสินใจคือ

  1. Establish a context for success หรือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่ความสำเร็จ
  2. Frame the issue properly หรือ การกำหนดกรอบของปัญหาอย่างเหมาะสม
  3. Generate alternatives หรือ การสร้างทางเลือก
  4. Evaluate the alternatives หรือ การประเมินทางเลือก
  5. Choose the alternative that appears the best หรือ เลือกสิ่งที่ดีที่สุด
ในบทความนี้จะพูดถึงข้อแรกคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่ความสำเร็จ แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์แน่นอน อย่างเช่นทำไมเด็กวัยรุ่นในแถบสลัมจึงมีพฤติกรรมที่ติดยาและไม่ค่อยมีเป้าหมายในชีวิต ต่างกับคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความคิดและมีเป้าหมายในชีวิต หรือมีการเจรจาที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ฝ่าย และทั้ง 2 ฝ่ายใช้เจรจากันแบบทะเลาะกัน มันก็ย่อมไม่ส่งผลที่ดีต่อการเจรจาครั้งนั้น

ซุนกวน


ตัวอย่างในสามก๊กก็คงจะเป็นการที่ซุนกวนนั้นส่งจูกัดกิ๋นไปเสฉวนเพื่อขอเมืองเกงจิ๋วคืนโดยได้กักขังครอบครัวของจุกัดกิ๋นไว้ เพื่อเป็นการสมจริง ฝ่ายซุนกวนตั้งใจที่จะสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดความสงสารแก่ฝ่ายเล่าปี่ ถามว่าทำไมถึงใช้จุกัดกิ๋น เหตุผลก็คือการที่จูกัดกิ๋นเป้นพี่ชายของขงเบ้ง การกักขังครอบครัวจุกัดกิ๋น ย่อมทำให้เกิดความสงสารแก่ขงเบ้งเป็นธรรมดา แต่ขงเบ้งกลับดูออกและได้เล่นไปตามเกมทำให้การส่งจูกัดกิ๋นไปครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จเลย

การเดินเกมของผู้นำหลายคนเพื่อให้เกิดความศรัทธาก็ถือเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเช่นกัน อย่างเช่น เล่าปี่สร้างภาพลักษณ์แก่ตนให้เป็นคนที่มีจิตใจดี ซึ่งทำให้คนรักและโอกาสที่จะก่อจราจลก็จะน้อยลง ทำให้มีโอกาสที่จะไปขยายอำนาจโดยการยึดเมืองอื่นๆได้อย่างสบายใจ ส่วนโจโฉสร้างสภาพแวดล้อมขององค์กรตนด้วยคนที่มีความสามารถ ทำให้เป็นก๊กที่แข็งแกร่ง

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กรณีศึกษาของสามก๊ก ว่าด้วยการส่งผ่านความคิดด้วยการกระทำของโจโฉ ตอน เผาจดหมาย

     ผู้นำแต่ละคนย่อมมีวิธีที่จะผูกใจลูกน้องด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป รวมถึงสถานการณ์ที่แตกต่างด้วยเช่นกัน โจโฉก็มีกลยุทธในการผูกใจคนที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้เล่าปี่เลย แต่จะแตกต่างที่โจโฉจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นนายบ่าว มากกว่าเล่าปี่ โจโฉเป็นคนที่ค่อนข้างถือตัว ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆสักเท่าไหร่  ต่างกับเล่าปี่ที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดี


     ในสามก๊กก็มีหลายเหตุการณ์เลยที่โจโฉสามารถผูกใจคนได้เป็นอย่างดี การเผาจดหมายก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ดีเลยทีเดียว เผาจดหมาย คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังศึกกัวต๋อที่รบกับอ้วนเสี้ยวจบลง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแรกๆในสามก๊ก และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้โจโฉได้กลายเป็นยอดขุนพลของประเทศจีนยุคนั้น กล่าวคือสามารถปราบกองทัพอ้วนเสี้ยวที่มีมากกว่าตนถึง 10 เท่า ด้วยสัดส่วนของกองทัพอ้วนเสี้ยวที่มีมากกว่าถึง 10 เท่าซ้ำเสบียงของโจโฉยังขาดแคลน ทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายภายในเกิดขึ้นโดยมีนายทหารหลายคนได้เขียนจดหมายถึงอ้วนเสี้ยวเพื่อสวามิภักดิ์ด้วยเหตุที่ว่าโจโฉอยู่ในสถานการณ์ที่แทบจะไม่มีโอกาสชนะได้ เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเมื่อ ลูกน้องขาดความมั่นใจในองค์กร และถ้าองค์กรประสบปัญหาถึงขั้นวิกฤต อนาคตของคนเหล่านั้นย่อมไม่สดใส ภาระส่วนตัวที่แต่ละคนต้องแบกไว้ก็มีอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่เกิดการเอียงเอนไปยังฝ่ายที่มีทรัพยากรดีกว่า

     เมื่อชนะศึกและจดหมายเหล่านี้ถูกเจอ เหล่านายทหารที่สนิทกับโจโฉก็แนะนำให้หาตัวมาลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง แต่โจโฉกลับเห็นว่าการทำแบบนี้จะทำให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น และยังเข้าใจถึงเหตุผลของการเขียนจดหมายเหล่านี้ ก็เลยสั่งเผาไปซะให้หมด ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อความสบายใจต่อทุกฝ่ายนั่นเอง

เหตุการณ์นี้โจโฉก็เอาวิกฤตให้เป็นโอกาสที่ดีเหมือนกัน การเขียนจดหมายของทหารหลายคนเป็นการตีตัวออกห่าง แต่เมื่อชนะศึกและโจโฉไม่เอาเรื่องก็ถือว่าทำให้ทหารเหล่านั้นมั่นใจในการทำงานให้โจโฉต่อไปในอนาคตนั่นเอง

ใครมีข้อคิดเห็นอย่างไรมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ลูกน้องจะกล้าก็ต่อเมื่อมีนายที่กล้า - กรณีศึกษาของสามก๊กในการสร้างขวัญกำลังใจ ตอนที่ 1

*การสร้างขวัญกำลังใจในสามก๊กมีหลายตัวอย่างเลยครับ บทความนี้จะพูดถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น

   เมื่อใดที่ก็ตามที่คนๆหนึ่งจะลงมือทำอะไร แน่นอนว่ามันต้องมีแรงบรรดาลใจหรือมีแรงจูงใจมากพอที่จะคนๆนั้นคิดจะลงมือทำด้วยเหตุผลที่ว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ที่จะทำ แน่นอนว่ากำลังใจสามารถทำให้คนเราทำในสิ่งที่ไม่เคยทำหรือลุกขึ้นมาสู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าใหม่หรือไม่ก็สามารถเปลี่ยนสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดีได้ ในการทำศึกสมัยก่อนทหารก็จะต้องมีขวัญกำลังใจในการรบ เพราะไม่งั้นจะไม่สามารถแสดงความสามารถให้เต็มที่ ยกตัวอย่างกับการแข่งขันกีฬาถ้าคนๆหนึ่งมีกำลังใจจากข้างสนาม ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ คนๆนั้นก็ถูกกระตุ้นเอาความสามารถที่หลับใหลอยู่ออกมาได้ ซึ่งทุกๆคนจะรู้สึกได้ระหว่างมีกำลังใจและไม่มีในเวลาแข่งขันในที่ใดๆก็ตาม ถ้าพูดถึงการบริหารคนหมู่มากแน่นอนว่าจะต้องมีผู้นำมาแสดงวิสัยทัศน์และโน้มน้าวให้คนฟังมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่เราต้องการ ซึ่งแต่ละสถานการณ์ก็จะมีวิธีที่แตกต่างออกไปเพื่อความเหมาะสม และไม่จำเป็นต้องพูดจาดีหรือทำดีกับคนที่เราต้องการโน้มน้าวเสมอไป

การทุบหม้อข้าวในสมัยก่อนก็เป็นตัวอย่างของการสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหาร วิธีนี้ทำให้เหล่าทหารจะมีทางเลือกอยู่2ทางคือ 1.อดข้าวตายหรือรอวันตายนั่นเอง 2.คือสู้กับข้าศึก ซึ่งผลลัพธ์ของ 2 ทางเลือกนี้อาจจะเป็นความตายก็ได้ แต่ทำไมคนถึงเลือกที่จะใช้วิธีที่ 2? แน่นอนว่าไม่มีใครอยากตาย ทุกคนรักชีวิตตน เลยไม่มีทางเลือก นั่นหมายความว่าพวกเขาจะไม่เลือกวิธีที่ 1 แน่นอน สถานการณ์นี้ก็คล้ายกับหมาจนตรอก สู้ก็มีโอกาสรอด ไม่สู้ก็มีเพียงแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่...

กำเหล็งจากซีรีย์สามก๊ก 1994

 บทความนี้จะพูดถึงว่าเพียงแค่ผู้นำแข็งแกร่งลูกน้องก็จะแข็งแกร่งเช่นกัน วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่เป็นการสร้างกำลังใจแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องเสียเวลาในการพูดแต่อย่างใด เหตุการณ์ที่จะกล่าวถึงนี้เกิดขึ้นในยุทธการหับป๋าเป็นยุทธการที่ต่อสู้เพื่อแย่งชิงเมืองหับป๋าระหว่างซุนกวนและโจโฉ โดยเกิดหลังศึกเซ็กเพ็ก ที่เป็นศึกใหญ่ระหว่างซุนกวนและโจโฉ เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ท้ายๆของศึกหับป๋าแล้วกล่าวคือ กำเหล็งต้องการสร้างผลงานโดยเสนอต่อซุนกวนว่าจะขออาสาไปปล้นค่ายโจโฉตอนกลางคืนโดยที่จะไม่เสียทหารแม้แต่นายเดียว ซึ่งถ้าเสียไปเพียงคนเดียวก็จะไม่ถือเป็นความชอบ ซึ่งกำเหลงต้องการแสดงให้เห็นว่าตัวเองเก่งกาจแค่ไหน เพราะในช่วงนั้น กำเหลงและเล่งทองแม่ทัพของซุนกวนอีกคนหนึ่ง แย่งกันทำผลงานกัน ซึ่งซุนกวนเห็นว่ากำเหล็งห้าวหาญจึงให้ทหารม้าชั้นดีไป100คน แม้จะมีคนคัดค้านแต่กำเหล็งก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจทำให้ขุนพลต่างๆเชื่อใจกำเหล็ง อยู่ๆมีทหาร101คนไปปล้นค่ายโจโฉที่มีกำลังกว่า4แสนคนก็ดูเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีการสูญเสีย แม้เราวิเคราะห์กันง่ายๆ 100 ต่อ 400000 คน ก็มีอัตราส่วน 1:4000 นั่นหมายความว่า ทุกๆ 1คนที่เป็นทหารม้าจะต้องรอดตายจากการทหารโจโฉ 4000 คน และแล้วกำเหล็งก็ทำได้ตามที่พูดไว้ และสร้างความเสียหายและความวุ่นวายให้แก่ค่ายทหารของโจโฉเป็นอย่างมาก

"ใต้แม่ทัพแข็งไม่มีทหารอ่อนแอ" กล่าวคือ การนำทหารของกำเหล็ง กำเหล็งได้แสดงความเป็นผู้นำและมีความมั่นใจ ทำให้ทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกำเหล็งพร้อมที่จะสู้ตายไปด้วย ตำราพิชัยสงครามเว่ยเหลียวจื่อ ได้กล่าวไว้ว่า "ผู้บัญชาทัพ จักต้องเป็นตัวอย่างเพื่อปลุกเร้าทหาร ดั่งใจสั่งมือเท้าทั้งสี่ หากขวัญทหารไม่ดี ทหารก็จะไม่สู้ตาย ทหารไม่สู้ตาย ก็จะไม่มีใครรบ" (ข้อมูลอ้างอิงจาก กลศึกสามก๊ก - บุญศักดิ์ แสงระวี) กำเหล็งได้ชักดาบออกมาและตวาดเสียงดังก่อนปล้นค่ายเพื่อแสดงให้เห็นถึงการรบที่ไม่คิดชีวิตหรือไม่เห็นว่าชีวิตสำคัญ ก็จะทำให้ทหารสู้ไปกับกำเหล็ง

แต่การนำไข่ไปต่อยหินแบบนี้ก็หาโอกาสใช้ได้น้อยนัก การเอาคนน้อยไปสู้กับคนมากการกำเหล็ง ไม่ใช่เพียงมีความกล้าหาญเท่านั้น กลยุทธของกำเหล็งในการปล้นค่ายครั้งนี้คือความรวดเร็วในการสร้างความเสียหายจากการจู่โจมครั้งนี้ ความรวดเร็วได้จากม้า และคนขี่ม้าที่มีความสามารถ ทำให้แผนการครั้งนี้สำเร็จไปด้วยดีนั่นเอง





วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตำราพิชัยสงครามซุนวูกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ บทที่ 3

สวัสดีครับ ห่างหายไปกันไปนานพอสมควรวันนี้ เราจะมาพูดถึง พิชัยสงครามซุนวู บทที่ 3 นั่นคือ ยุทธศาสตร์การรุก หรือ Offensive Strategy นั่นเอง บทนี้เป็นการนิยามการชนะสงครามว่าแบบไหนเป็นการชนะที่แท้จริง คุณสมบัติและสถานการณ์ของกองทัพเป็นอย่างไรยามศึกสงคราม...


พิชัยสงครามซุนวู บทที่ 3 (ขอบคุณข้อมูลจาก www.thaisamkok.com)
อันหลักการทำศึกนั้น บ้านเมืองสมบูรณ์เป็นเอก บ้านเมืองบอบซ้ำเป็นรอง กองทัพสมบูรณ์เป็นเอก กองทัพบอบซ้ำเป็นรอง กองพลสมบูรณ์เป็นเอก กองพลบอบซ้ำเป็นรอง กองร้อยสมบูรณ์เป็นเอก กองร้อยบอบซ้ำเป็นรอง เหตุนี้ รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ยังหาใช้ความยอดเยี่ยมในความยอดเยี่ยมไม่ มิต้องรบแต่สยบทัพข้าศึกได้ จึงจะเป็นความยอดเยี่ยมในความยอดเยี่ยมฉะนั้น การบัญชาทัพชั้นเอกคือชนะด้วยอุบาย รองมาคือชนะด้วยการทูต รองมาคือชนะด้วยการรบ เลวสุดคือการตีเมืองเป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะการสร้างรถโล่ การเตรียมยุทโธปกรณ์ สามเดือนจึงแล้วเสร็จ การถมเนินเข้าตีเมือง ต้องอีกสามเดือนจึงลุล่วง แม่ทัพจักกลั่นโทสะมิได้ ทุ่มทหารเข้าตีดุจจอมปลวก ต้องล้มตายหนึ่งในสาม แต่เมืองก็มิแตก นี้คือความวิบัติจากการตีเมืองฉะนั้น ผู้สันทัดการบัญชาทัพ จักสยบทัพข้าศึกได้โดยมิต้องรบ จักยึดเมืองข้าศึกโดยมิต้องตี จักทำลายประเทศข้าศึกได้โดยมิต้องนาน จักครองปฐพีได้ด้วยชัยชนะอันสมบูรณ์ ดังนี้ กองทัพมิต้องเหน็ดเหนื่อยยากเข็ญ ก็ได้ชัยชนะอย่างสมบูรณ์ นี้คือกลวิธีแห่งการรุกฉะนั้น หลักการบัญชาทัพคือ มีสิบเท่าให้ล้อม มีห้าเท่าให้รุก มีหนึ่งเท่าให้แยก มีเท่ากันก็รบได้ มีน้อยกว่าก็เลี่ยงหนี มีไม่ทัดเทียม ก็หลบหลีก เหตุนี้ ด้อยกว่าข้าศึกยังขืนรบ ก็จักตกเป็นเชลยข้าศึกที่เข้มแข็งอันแม่ทัพนั้น คือผู้ค้ำจุนประเทศ ถ้ารอบคอบ บ้านเมืองจักเข้มแข็ง ถ้าบกพร่อง บ้านเมืองจักอ่อนแอประมุขนำความวิบัติแก่กองทัพมีสาม ไม่รู้ว่ากองทัพรุกมิได้บัญชาให้รุก ไม่ได้รู้ว่ากองทัพถอยมิได้ก็บัญชาให้ถอย นี้เรียกว่าจำจองกองทัพ ไม่รู้เรื่องของสามทัพ แต่เข้าสอดแทรกกิจการของสามทัพ แม่ทัพนายกองก็สับสน ไม่ได้รู้อำนาจของสามทัพ แต่เข้าแทรกแซงการบัญชาของสามทัพ แม่ทัพนายกองก็สงสัย เมื่อแม่ทัพนายกองทั้งสับสนและสงสัย เจ้าครองแคว้นอื่นก็จะนำภัยมาสู่ นี้เรียกว่าก่อกวนกองทัพ ชักนำข้าศึกให้ชนะฉะนั้น เราสามารถล้วงรู้ชัยชนะได้ห้าทาง ผู้รู้ว่าควรรบหรือไม่ควรรบจักชนะ ผู้เข้าใจการรบในภาวะกำลังมากหรือกำลังน้อยจักชนะ ฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งชั้นบนและชั้นล่างจักชนะ ฝ่ายพร้อมรบบุกฝ่ายไม่พร้อมรบจักชนะ ฝ่ายแม่ทัพมีปัญญาประมุขไม่ยุ่งเกี่ยวจักชนะ ห้าทางนี้คือวิธีแห่งการล้วงรู้ชัยชนะฉะนั้น จึงกล่าวว่า รู้เขารู้เรา ร้อยรบมิพ่าย ไม่รู้เขาแต่รู้เรา ชนะหนึ่งแพ้หนึ่ง ไม่รู้เขาไม่รู้เรา ทุกรบจักพ่าย 

ในบรรทัดแรกของบทนี้ซุนวูได้กล่าวถึงนิยามของชัยชนะที่ควรจะเป็นกล่าวคือ การทำให้ข้าศึกยอมแพ้หรือยอมจำนนนั่นเอง ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? ตามที่เราเคยเห็นนิยามของชัยชนะในสงครามคือการทำให้ศัตรูตายไปให้หมด แต่วิธีนี้เป็นเพียงวิธีหนึ่ง แต่การชนะที่ดีที่สุดคือการทำให้ศัตรูจำนนเพราะว่านอกจากเราจะไม่ต้องเปลืองทรัพยากรในการรบ ซ้ำยังได้กำลังมาเสริมทัพอีกด้วย หลักนี้ถือเป็นหลัก win-win ก็คือฝ่ายที่จำนนนอกจากจะไม่สูญเสียทรัพย์สิน ยังคงมีชีวิตต่อไปได้ ส่วนฝ่ายที่บุกยึดก็ได้ประโยชน์มากมายจากที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ถ้าเปรียบในทางธุรกิจก็เหมือนการซื้อกิจการที่อยู่ในสภาวะวิกฤตทางการเงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งทางบริษัทได้เล็งเห็นว่าการซื้อสามารถสร้างผลกำไรได้และช่วยส่งเสริมการทำยอดขายจากธุรกิจเดิมด้วย



ซุนวูได้ให้ความสำคัญแก่การฑูตหรือการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ที่ลงตัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวิธีที่ไม่รุนแรงและไม่ก่อให้เกิดความลำบากแก่คนอื่น นั่นหมายความว่าการเจรจาทางธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะการใช้คำพูดต่างๆจะมีผลต่อดีลนั้นๆ

ต่อมาคือซุนวูได้บอกว่ากษัตริยราชมักนำความเสียหายสู่ประเทศชาติมาสู่กองทัพ มี 3 สิ่งคือ

  1. กองทัพไม่สามารถคืบหน้าได้ แต่สั่งให้เดิน 
  2. การแทรกแซงการบริหารของแม่ทัพ 
  3. ไม่เข้าใจสถานการณ์แต่แทรกแซงการบังคับบัญชาของแม่ทัพ
กษัตริย์ก็เหมือน CEO แหละครับ ในองค์กรใดก็ตามที่มี CEO ไม่รู้จักการประเมินสถานการณ์ รู้ว่าอะไรควรไม่ควรทำตอนนี้ หรือแทรกแซงการทำงานของฝ่ายต่างๆมากเกินไปก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ยาก เพราะแต่ละฝ่ายย่อมต้องใช้ความเชี่ยวชาญซึ่งผู้บริหารบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ซ้ำการแทรกแซงแบบนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อพนักงาน ซึ่งจะทำให้โครงสร้างภายในขององค์กรเสียก็เป็นได้ 
อย่างไรก็ตามซุนวูได้สรุปว่าใครสามารถวิเคราห์สถานการณ์ได้ถูกต้องมักจะเป็นฝ่ายชนะกล่าวคือต้องรู้ว่า
  1. ควรรบหรือไม่ควรรบ
  2. ควรใช้กำลังทหารมากเพียงใด
  3. เบื้องบนกับเบื้องล่างเป็นหนึ่งเดียว
  4. เตรียมพร้อมรับข้าศึกที่ไม่เตรียมพร้อม
  5. แม่ทัพมีความสามารถ และกษัตริย์ไม่แทรกแซงกิจการของกองทัพ
เห็นได้เลยว่าการทำแผนธุรกิจหรือกลยุทธขึ้นมาก็ต้องวิเคราะห์จากสิ่งนี้ทั้งนั้น หนังสือที่มีชีวิตถึง2000กว่าปีก็ยังให้คำตอบแก่เราได้ ข้อแรกคือรู้ตัวเองว่าควรสู้กับคู่แข่งตอนนี้หรือไม่ หรือวิธีนี้หรือไม่ ข้อสองคือการกำหนดงบประมาณออกมาให้เห็นตั้งแต่เริ่มต้นวางแผน ซึ่งจะลดความเสี่ยงและตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้ สามคือผู้บริหาร เจ้ากิจการ และพนักงานทุกคนล้วนทำงานด้วยเป้าหมายเดียวกันอย่างสามัคคี ข้อสี่ก็คือเตรียมพร้อมที่จะแข่งขันตลอดเวลาเป็นการทำให้รู้สึกมีการตื่นตัวพร้อมเจอปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ข้อห้าคือผู้บริหารมีประสิทธิภาพและเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นไม่แทรกแซงงานบริหาร

ถ้าเราสามรถวิเคราะห์สถานการณ์ได้แบบนี้ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเชิงธุรกิจ เราก็จะสามารถเอาตัวรอดและแข็งแกร่งตลอดเวลาได้ ดั่งเช่นคำพูดที่ทุกคนได้ยินกันคือ "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" นั่นเอง

picture credit: zazzle.com


วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

36 กลยุทธ์ของจีนกับธุรกิจ ตอน ปิดฟ้าข้ามทะเล

     สวัสดีครับในบทความนี้ขอนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับ 36กลยุทธ เป็นการนำรวมเอาวิธีทำศึกมารวบรวมเป็น 36 กลยุทธ์หลักๆในการทำสงครามของประเทศจีน ไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับผู้เขียนว่าเป็นใคร แต่ก็มีการอ้างอิงในพงศาวดารอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามหลัก 36กลยุทธ์นี้ได้ถูกอย่างแพร่หลายมากทีเดียว ในสามก๊กเองก็จะมีครบทั้ง 36 กลยุทธ์
36 กลยุทธ์ภาษาจีน อ้างอิงจาก goodorient 


พิชัยสงคราม 36 กลยุทธ์นั้นถูกจัดเป็นหมวดหมู่ย่อยทั้งหมด 6 หมวด คือ

  1. กลยุทธ์ชิงได้เปรียบ
  2. กลยุทธ์ชิงจังหวะ
  3. กลยุทธ์โจมตี
  4. กลยุทธ์อุบายศึก
  5. กลยุทธ์ตบตา
  6. กลยุทธ์พิชิตศึก
ทุกๆหมวดจะมีกลยุทธ์ละ 6 แบบ แต่ว่า 3 หมวดหลังก็จะพูดถึงการใช้กลยุทธ์เมื่อไม่แน่ใจว่าจะรบชนะหรือไม่ก็เป็นเนื้อหาที่แปลกดีครับ

     ส่วนในบทความนี้จะนำเสนอเฉพาะกลยุทธ์แรกของ พิชัยสงคราม36กลยุทธ์นะครับ คือ ปิดฟ้าข้ามทะเล ถูกจัดอยู่ในหมวด กลยุทธ์ชิงได้เปรียบ ที่มาของชื่อมาจากในสมัยราชวงศ์ถัง เนื่องจากฮ่องเต้กลัวการเดินทางทางทะเล ก็เลยมีอุบายจัดสถานที่ให้ฮ่องเต้ดูไม่ออกว่าเป็นบนเรือ (ฟ้า=ฮ่องเต้)
ภาพทัพเรือของโจโฉ ในภาพยนตร์ red cliff
อะไรคือ ปิดฟ้าข้ามทะเล(Deceive the heavens to cross the ocean)?
     ต้องขอกล่าวว่า เมื่อเราเตรียมการที่จะทำอะไรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรบหรือการดำเนินตามแผนธุรกิจที่วางเอาไว้ แน่นอนว่าเมื่อเตรียมพร้อมโดยสมบูรณ์แบบเพื่อลงมือแล้ว กำลังใจและความมุ่งมั่นในการดำเนินงานต่อไปนั้น ย่อมลดลงกว่าเดิม และจะทำให้เกิดความประมาทต่อคู่แข่งก็เป็นได้ นี่ก็เป็นหลักจิตวิทยาที่คนโบราณนำเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ครับ ถามว่ากำลังใจและความมุ่งมั่นลดลงเป็นอย่างไร ง่ายๆเลย อย่างเช่นตอนโจโฉจะออกศึกเซ็กเพ็ก บังทองออกความคิดให้โจโฉนำเรือมาต่อกันโดยใช้โซ่เพื่อให้กองทัพเรือแข็งแรงและป้องกันอาการเมาเรือของทหารด้วย ก่อนออกศึกใหญ่นั้นทัพฝ่ายกังตั๋งก็ยกกำลังออกมาสู้กับทัพโจโฉทางน้ำโดยแกล้งแพ้ เพื่อให้โจโฉคิดว่าการใช้เรือมาต่อกันเป็นวิธีที่ๆจะชนะศึกได้ นั่นคือทำให้โจโฉตายใจและไม่มีการคิดดำเนินแผนสำรอง เพราะฉะนั้นก็จะสามารถดำเนินการใช้แผนต่อไปได้ เพราะว่าการไม่มีแผนสำรองก็สามารถทำให้ครองเกมได้ทั้งหมด

จุดประสงค์ คืออะไร?
     ง่ายๆก็คือการอำพรางเพื่อหลอกฝ่ายตรงข้าม และฉวยโอกาสในการเผด็จศึกนั่นเอง วิธีคือการสร้างพฤติกรรมซ้ำๆให้ฝ่ายตรงข้ามตายใจและในที่สุดเขาก็ลดระดับการตอบสนองต่อพฤติกรรมของเรา ถ้าในการศึกก็อย่างเช่นทำให้ข้าศึกเข้าใจผิดว่าเราจะออกรบแต่สุดท้ายเรากลับนิ่งเฉยๆ และถ้าทำบ่อยๆครั้งข้าศึกก็อาจจะถึงขั้นไม่ตอบสนองอะไร และเมื่อพฤติกรรมของข้าศึกเป็นเช่นนั้น เราก็ถือโอกาสเผด็จศึกได้ทันที เพราะข้าศึกไม่ได้เตรียมการรบ
ภาพสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมันยึดฝรั่งเศส

     เอาล่ะครับเมื่อรู้ว่ามันคืออะไรแล้วผมจะเล่าเกี่ยวกับการใช้กลยุทธนี้ในตะวันตกแล้วกันนะครับ ก็คือได้มีการใช้กลยุทธนี้ในสงครามโลกครั้งที่2 เมื่อเยอรมันบุกยึดฝรั่งเศสครับ ฮิตเลอร์ใช้วิธีที่ว่าประกาศวันเวลาในการรบกับพันธมิตร และสุดท้ายก็ได้มีการปลี่ยนแปลงวันเวลาอยู่เรื่อยๆ แต่ครั้งที่จะบุกจริงๆ หน่วยข่าวกรองของอังกฤษและฝรั่งเศสก็ได้แจ้งกับทางรัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่าย แต่ฝ่ายรัฐบาลคิดว่าเดี๋ยวฮิตเลอร์ก็คงเปลี่ยนอีก ก็เลยทำให้ฝรั่งเศสถูกยึดภายในเวลาเพียงแค่ 40 วันเท่านั้น

เราสามารถนำไปใช้ในธุรกิจได้อย่างไร?
     ก็ขึ้นอยู่แล้วแต่สถานการณ์ กลยุทธ์นี้ก็นำมาใช้ได้ค่อนข้างหลากหลาย ถ้าการตลาดเราก็ใช้ได้ในการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อสินค้าของเรา ส่วนการแข่งกับคู่แข่งทางธุรกิจก็อาจจะทำให้เขาคิดว่าเราทำซ้ายแต่ที่จริงเราขวาเป็นต้น หรือทำให้คิดว่าเราจะไม่ใช้แผน1 แต่ที่จริงเราจะใช้แผน1 เพื่อให้คู่แข่งเตรียมการรับมือกับการดำเนินธุรกิจของเราไปอีกแบบเพื่อลดการขาดสภาพคล่องของแผน ถ้าเป็นงานบริหารก็ดูเหมือนไม่จำเป็นเลยหรืออาจจะใช้ในการสร้างความแปลกใจ ถ้าเป็นในฐานะพนักงานก็อาจจะใช้ในการสร้างผลงานให้เป็นที่น่าจดจำ

แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกๆอย่างก็ขึ้นอยู่กับเวลาและสถานการณ์ของมันนะครับถึงจะเกิดผลสำเร็จมากที่สุด


วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กรณีศึกษาของสามก๊ก "ทัพ18หัวเมือง" พันธมิตรจอมปลอม ตอนที่ 2

     สวัสดีครับ ในตอนนี้ผมจะพูดถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ฮัวหยงปรากฏออกมาจนถึงฮัวหยงโดนกวนอูฆ่าตายนะครับ ต้องบอกว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่คับขันมาก เพราะว่าเป็นสถานการณ์ที่แม่ทัพทั้งหลายทำตัวไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
     ก่อนอื่นเลยผมขอแนะนำตัวละครที่ชื่อว่าฮัวหยงก่อนนะครับ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานสามก๊กครับ
ฮัวหยง
     ฮัวหยง(華雄) เป็นขุนพลของตั๋งโต๊ะ ที่มีฝืมือการต่อสู้เก่งมาก ซึ่งถ้าเทียบจากในทัพของตั๋งโต๊ะแล้วจะมีลิโป้เท่านั้นที่เก่งกว่า ปรากฏตัวอยู่ในเหตุการณ์ที่ออกมาเพื่อป้องกันด่านกิสุยก๋วน 

     หลังจากซุนเกี๋ยนที่เป็นทัพหน้าแพ้ ก็กลายเป็นว่าทัพของตั๋งโต๊ะก็รุกเข้ามาถึงขนาดที่ฮัวหยงมาท้ารบนอกค่ายของทัพ 18 หัวเมือง มีทหารของแม่ทัพต่างๆอาสาออกไปรบกับฮัวหยง ไว้ว่าจะเป็น ยูสิด ทหารของอ้วนสุด หรือ พัวหอง ทหารของฮันฮก เมื่อไปรบกันตัวๆกับฮัวหยง ก็โดนฆ่าตายทั้งนั้น แน่นอนว่าการที่ส่งทหารไปตายเปล่าๆเป็นสถานการณ์ไม่ดีต่อทัพฝ่าย 18 หัวเมือง แม่ทัพแต่ละคนต่างก็ไม่รู้จะยังไงกัน ถ้านึกภาพไม่ออกก็คือเหมือนเวลาคุณและเพื่อนร่วมงานคุณหาทางออกไม่เจอและมองหน้ากันเพื่อรอคนที่มีไอเดียงานพร้อมจะนำเสนอต่อทุกคน 
กวนอูอาสาตัดหัวฮัวหยง ขอบคุณมีเดีย ออฟ มีเดียส์

     ท่ามกลางสถานการ์ณที่คับขัน ก็มีพลทหารนายหนึ่งเสนอตัวอาสาเพื่อสู้กับฮัวหยง ทหารคนนั้นก็คือกวนอู น้องร่วมสาบานของเล่าปี่นั้นเอง แต่เหตุการณ์ก็ไม่เป็นใจเท่าไหร่ในตอนแรก เนื่องจากอ้วนสุดน้องของอ้วนสี้ยวแม่ทัพใหญ่ ก็ออกมาแย้งว่าการที่กวนอูเสนอตัวออกมานั้นเป็นการดูถูกเหล่าแม่ทัพและทหารที่มียศสูงกว่ามาก และพูดถึงขนาดที่ว่าจะให้ทหารนายอื่นมาไล่กวนอูออกจากกระโจมหรือห้องประชุม (เนื่องจากกวนอูเป็นทหารที่ติดตามเล่าปี่และกองซุนจ้านมาเลยมีสิทธิ์อยู่ในกระโจมหรือห้องประชุมของทัพ 18 หัวเมือง)  อย่างไรก็ตามกวนอูก็ไม่สามารถที่จะเถียงได้เพราะว่าเป็นแค่พลทหารเท่านั้นเอง แต่โชคดีที่ว่าโจโฉนั้นก็ออกมาช่วยพูดให้กวนอูได้ออกรบ
โจโฉ(ขวา) ออกมาพูดช่วยกวนอูเนื่องจากเห็นว่ากวนอูท่าทางไม่ธรรมดา ขอบคุณมีเดีย ออฟ มีเดียส์
     โจโฉได้พูดประมาณว่า ในเมื่อกวนอูกล้าอาสาก็แสดงว่าตัวเขาต้องมีดี รวมไปถึงการที่กวนอูมีบุคคลิกที่สง่าไม่เหมือนพลทหาร ก็อาจจะทำให้ฮัวหยงที่รอทัพ 18 หัวเมืองส่งทหารมาสู้ดูไม่ออกก็เป็นได้  และสุดท้ายโจโฉก็ปิดด้วยว่าถ้าเขาแพ้ก็ค่อยมารับโทษ ถือเป็นการปิดการเจรจาที่ดีที่สุดในความคิดของผม
กวนอู(ซ้าย) ปฏิเสธเหล้าอุ่นจาก โจโฉ(ขวา) ขอบคุณมีเดีย ออฟ มีเดียส์
    ก่อนกวนอูจะออกรบโจโฉก็ให้เหล้าอุ่นเพื่อสร้างความฮึกเหิม แต่กวนอูกลับปฏิเสธและออกไปรบ และได้พูดว่า ขอฝากไว้ก่อนเดี๋ยวจะกลับมาดื่ม สุดท้ายเขาก็รบกับฮัวหยงชนะ และได้นำหัวของฮัวหยงกลับมาเป็นหลักฐานให้แม่ทัพผู้อื่นดู แน่นอนว่าอ้วนสุดรับไม่ได้ที่กวนอูทำงานของเขาสำเร็จ 

     ในมุมของผมนะครับ ผมถือว่าในสถานการณ์ที่คับขันแบบเกิดขึ้นในองค์กร เราควรเปิดรับทุกความคิดเห็นจากคนทุกคน ไม่ใช่เพียงคณะกรรมการในบริษัทเท่านั้นที่สามารถออกความคิดเห็นได้ ถ้าเปรียบกับการที่ฝ่ายทัพ 18 หัวเมืองไม่รู้ว่าจะส่งใครรบต่อไปดี แต่ก็มีกวนอูเป็นคนอาสา สำหรับผมนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนที่กล้าอาสาต่อหน้าแม่ทัพแสดงว่าต้องเจ๋งจริง บอกได้เลยว่ายศหรือตำแหน่งก็ไม่สำคัญแล้วครับในเหตุการณ์แบบนั้น เพราะคนที่เป็นแม่ทัพเองยังไม่กล้าจะไปออกรบเลยครับ ซ้ำยังมีแม่ทัพที่แย่อย่างอ้วนสุดอีกด้วย ยูสิดที่เป็นทหารตนเองส่งไปก็ตาย ยังจะกล้ามากีดกันคนที่เขาอาสาและออกมาด้วยใจ ถ้าผมเป็นคนในเหตุการณ์นั้นก็อยากถามเหมือนกันว่าทำไมอ้วนสุดไม่ออกไปรบเองหละ ถ้าคุณกล้าพูดสบประมาทกวนอูขนาดนั้น สำหรับการที่อ้วนสุดเป็นคนจิตใจคับแคบแถมยังโลภมากก็ทำให้เป้าหมายในชีวิตไปได้ไม่ไกลเท่านั้นเองครับ

     ในเมื่อมีผู้นำที่แย่แต่ก็ยังมีผู้นำที่ดีนะครับ โจโฉนั้นเอง การที่โจโฉพูดช่วยกวนอูนั้นก็ทำให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่ดีแล้วครับ เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของ CEO ที่ดีเลยครับ นั่นคือการมองคนที่คุณค่าและความสามารถ ไม่ใช่เพียงตำแหน่งหรือว่ายศในตอนนั้น สิ่งสำคัญของผู้นำขององค์กรต่างๆที่ดี คือต้องเป็นคนเปิดใจ และรับสิ่งต่างๆและการเปลี่ยนแปลงได้เสมอครับ การโจโฉออกมาช่วยพูดก็เป็นบุญคุณของโจโฉสำหรับกวนอูเลย

     แต่ถ้าเรามองในมุมของกวนอูเหตุการณ์นี้เป็นที่แจ้งเกิดของกวนอูจริงๆ เพราะสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ วีรบุรุษจะเกิดจากสถานการณ์ครับ เป็นตัวอย่างที่ดีของคำพูดนี้เลยครับ สามารถนำเป็นตัวอย่างเผื่อวันหนึ่งเราอาจจะเป็นฮีโร่เองได้เลยครับ ถ้าเรารู้จักพลิกวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อให้เราได้เกิดและเป็ฯที่รู้จักในวงการต่างๆครับ อย่างเช่น การที่จะพรีเซนต์ตัวเอง จะให้ดีที่สุดก็คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีทางออก การทำธุรกิจก็เหมือนกันครับเราต้องรู้จักนำวิกฤตไม่ว่าจะเป็น วิกฤตทางการเงิน และอื่นๆ มาทำให้เป็นโอกาสในการสร้างยอดขายได้ตลอดครับ โดยแต่ละบริษัทก็จะมีวิธีแตกต่างออกไป

สุดท้ายนี้ผมอยากฝากว่า การเป็นคนใจแคบนั้นทำอะไรก็ไม่สามารถไปได้ไกล เพราะฟังแต่ตนเองและพวกพ้อง ไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา ซึ่งถ้าไปศึกษาเพิ่มเติมในส่วนประวัติของอ้วนสุด ก็จะพบว่าตายอย่างทรมานและไม่มีเกียรติเลย และอย่างสุดท้ายคือเวลาที่เราจะทำอะไรให้มันเป็นที่รู้จัก มันต้องมีคนเห็นจำนวนมากๆ และจะให้ดีก็คือเราต้องมีสิ่งที่คนอื่นไม่มี และเป็นสิ่งที่ต้องการของพวกเขาในตอนนั้น

*case นี้เป็นกรณีศึกษาของการบริหารและการวางตัวในองค์กรนะครับ ส่วนด้านอื่นๆจะตามมาในเหตุการณ์ต่อๆไปครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กรณีศึกษาของสามก๊ก "ทัพ18หัวเมือง" พันธมิตรจอมปลอม ตอนที่ 1

      คนเราในทุกยุคทุกสมัยเวลาจะทำอะไรให้เกิดผลก็ต้องรวมตัวกัน การรวมตัวกันนั่นหมายความว่ามันต้องมีอะไรที่ได้จากการรวมตัวกันใช่ไหมครับ? ถ้าเป็นอย่างงั้นแสดงว่า เมื่อมีการขัดผลประโยชน์ขึ้นนั้นมันก็จะทำให้ความสามัคคีเพื่อเป้าหมายหายไปด้วย การมิตรกลายเป็นศัตรูในทันที ทุกๆคนไม่ได้มารวมตัวอย่างเป็นหนึ่งเดียว 100 เปอร์เซนต์หรอกครับในความเป็นจริง เพราะเพียงนิสัยใจคอแต่ละคนก็ต่างกันแล้ว ที่ผมจะพูดก็คือความโลภของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ด้วยความโลภนี่หละทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้สักที


encrypted-tbn2.gstatic.com


     ถ้าเปรียบในเชิงธุรกิจเราก็เห็นได้ตามในหนังสือพิมพ์ว่ามีหลายบริษัทนั้นตกลงเป็นพันธมิตรร่วมกัน เมื่อใดก็ตามที่มีการขัดแข้งขัดขาขึ้นมาก็จะเกิดการฟ้องร้องเกิดขึ้น ซึ่งทำให้เสียหายทั้ง 2 ฝ่าย

     ดั่งเช่นเหตุการณ์การรวมตัวของทัพ 18 หัวเมืองที่มาต่อสู้ครั้งตั๋งโต๊ะคุมอำนาจอยู่ในเมืองหลวงเพื่อช่วยฮ่องเต้ ในสมัยนั้นก็พึ่งเปลี่ยนฮ่องเต้จากฮั่นเซ่าตี้เป็นเหี้ยนเต้ ซึ่งตั๋งโต๊ะเป็นคนเปลี่ยนเอง ในสมัยนั้นฮ่องเต้หรือกษัตริย์ก็เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้นเอง แทบไม่มีอำนาจในการบริหารเลยนับตั้งแต่เริ่มเรื่องของสามก๊กก็คือ 10 ขันที ตั๋งโต๊ะ อ้องอุ้น ลิฉุยและกุยกี จนถึงสมัยโจโฉ และสุดท้ายโจผีเป็นคนถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกจากการเป็นกษัตริย์ ก็ทำให้ราชวงศ์ฮั่นจบลงหลังจากมีอายุมานานกว่า 400 ปี 

     ส่วนตัวผมนั้น คนคิดว่าการที่คนสมัยก่อนมีอายุที่ไม่แน่นอน ก็คือจะยาวหรือจะสั้นก็ไม่รู้ ทำให้ฮ่องเต้ไม่มีความแข็งแรงในการบริหาร เราได้เห็นว่าฮ่องเต้หลายองค์ ได้รับตำแหน่งทันทีเมื่อองค์เก่าตายทันที ถ้ายิ่งเป็นเด็กแล้ว ก็จะไม่มีความสามารถใช่ไหมครับ การที่ไม่มีความสามารถก็ทำให้พวกข้าราชการที่ใกล้ชิดก็จะบริหารแทนแล้วก็เพื่อเห็นช่องทางหาประโยชน์เข้าตนก็มักจะใช้อำนาจอย่างผิดๆ จึงทำให้ฮ่องเต้เป็นเพียงสัญลักษณ์ไป ไม่ใช่ผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง

     ทัพ18หัวเมืองนั้นเกิดจากการที่โจโฉลอบสังหารตั๋งโต๊ะไม่สำเร็จและได้หนีกลับบ้านเกิดเพื่อจัดตั้งกองกำลังในการกู้ชาติกลับมา ซึ่งได้ทัพร่วมมาเพื่อต่อสู้ เช่น อ้วนเสี้ยวแห่งปุดไฮ ซุนเกี๋ยนแห่งเตียงสา โตเกี๋ยมแห่งชีจิ๋ว อ้วนสุดจแห่งลำหยง กองซุนจ้านแห่งปักเป๋ง เล่าต้ายแห่งอิวจิ๋ว เปาสิ้นแห่งเจปัก ม้าเท้งแห่งเสเหลียง แน่นอนเจ้าเมืองเยอะขนาดนี้ ทุกคนก็หวังเป็นใหญ่ทั้งนั้น วิธีป้องกันปัญหาการแย่งกันทำผลงานนั้นพวกเขาก็โดยทำพิธีสาบานและจัดตั้งแม่ทัพใหญ่เพื่อควบคุมแม่ทัพอื่นๆ พิธีสาบานก็เป็นแค่ธรรรมเนียมที่ไม่สามารถเชื่อได้ เพราะสุดท้ายความแน่วแน่ของคนก็จะเปลี่ยนเพราะผลประโยชน์ ส่วนแม่ทัพใหญ่ที่จัดตั้งเพื่อออกคำสั่ง คนนั้นก็คืออ้วนเสี้ยว ที่ดูคนเพียงแค่ยศไม่ใช่ที่ความ่สามารถและตัดสินใจไม่เฉียบขาด 

ภาพจากสามก๊กซีรีย์ปี1994 ตอนสาบานของกองทัพ18หัวเมือง บุคคลในภาพคืออ้วนเสี้ยว ขอบคุณมีเดีย ออฟ มีเดียส์

     กองทัพ 18 หัวเมืองนับว่าเป็นกองทัพที่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับทัพหลวงของตั๋งโต๊ะ แต่ทำไมจึงพ่ายศึกแม้ว่าจะมีคนเก่งจะมารวมกันมากมาย 

     เหตุการณ์แรกที่ทำให้เริ่มแตกคอกันก็คือ เมื่อจะบุกด่านกิสุยก๋วน ซุนเกี๋ยนได้ออกอาสาเป็นทัพหน้าในการบุก แต่เปาสิ้นเห็นว่าถ้าซุนเกี๋ยนตีด่านแตกขึ้นมาซุนเกี๋ยนก็จะได้หน้าอยู่คนเดียว เห็นไหมล่ะครับว่างานยังไม่ถึงไหนก็กลับจะชิงดีชิงเด่นกันแล้ว แต่ความพยายามของเปาสิ้นก็ไม่สำเร็จเพราะถูกทัพหลวงตีจนพ่าย

     เมื่อเป็นเวลาของซุนเกี๋ยนเพื่อบุกจริงๆนั้นก็ทำผลงานไปได้ด้วยดีจนเกือบจะตีด่านแตกอยู่แล้ว แต่มีปัญหาเรื่องเสบียง เสบียงก็เหมือนเงินแหละครับ ถ้าไม่มีงานในส่วนต่างๆก็จะไม่เดิน และในสมัยนั้นเป็นสงครามที่ใช้กำลังก็ต้องมีอาหารเพื่อเลี้ยงกองทัพให้สู้ต่อไปได้ ซุนเกี๋ยนได้ส่งจดหมายขอเสบียงถึงอ้วนสุด ผู้ที่คุมเสบียงของทัพ 18 หัวเมือง ด้วยความที่ว่าอ้วนสุดเป็นคนที่อิจฉาริษยามาก เห็นว่าถ้าส่งเสบียงให้ซุนเกี๋ยนไป ถ้าศึกครั้งนี้จบไปซุนเกี๋ยนก็จะตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ไม่ยาก และจะได้ความดีความชอบไป น่าเสียดายที่คนเหล่านี้มองผลประโยชน์ที่เป็นของอนาคตซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า แทนที่จะทำให้งานส่วนรวมเสร็จแล้วค่อยว่ากันทีหลัง แน่นอนว่าอ้วนสุดเบี้ยวในการส่งเสบียง การที่ไม่ส่งเสบียงก็เห็นกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีกระแสไหลเข้าไปในวงจร ซึ่งทำให้ทัพหน้าของซุนเกี๋ยนแพ้ไปเนื่องจากทหารไม่มีแรงที่จะสู้ จนต้องกลับมาที่ฐาน

อ้วนสุด ขอขอบคุณมีเดีย ออฟ มีเดียส์


     แน่นอนว่าต้องทะเลาะกันแน่นอนแต่กลายเป็นว่าอ้วนสุดหาแพะโดยนำเอาที่ปรึกษาตัวเองมาเป็นแพะ ซึ่งก็เป็นการเอาตัวรอดเฉพาะหน้าเท่านั้นเอง สำหรับผู้นำที่นำลูกน้องเป็นแพะและไม่ยอมรับผิดทั้งๆที่ตนทำเอง ก็จะไม่ประสบความสำเร็จหรอกครับ เพราะลูกน้องคือกำลังสนับสนุนของเรา 

     จากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เราเห็นได้แล้วว่าผลประโยชน์เท่านั้นที่สำคัญในการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อความถูกต้อง การแย่งชิงเพื่อทำผลงานเป็นเรื่องปรกติ แต่ก็ต้องพึงระวังไม่ให้งานส่วนรวมเสียหายไปอย่างเช่นการกระทำของคนเหล่านี้

     บทความเกี่ยวกับทัพ18หัวเมืองยังไม่จบเท่านี้นะครับ ยังมีอะไรให้เราศึกษาได้อีกเยอะเลยทีเดียว อย่างเช่น การที่ผู้บริหารอย่างอ้วนเสี้ยวตัดสินใจอะไรไม่เข้าท่า และอื่นๆ


วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตำราพิชัยสงครามซุนวูกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ บทที่ 2


    เมื่อเราประเมินสถานการณ์ภายในและภายนอกในองค์กรเราได้แล้วนั้น ขั้นตอนต่อไปก็คือเราจะแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจอย่างไร เวลาไหนจะเหมาะสม และคุ้มหรือไม่ที่จะทำตามแผนกลยุทธ์ที่ถูกนำเสนอในที่ประชุม


บทที่ 2 ของพิชัยสงครามซุนวู (ขอบคุณเว็บ thai samkok สำหรับเนื้อหาบทที่ 2)
อันหลักแห่งการบัญชาทัพนั้น ต้องใช้รถเร็วพันคัน รถหุ้มหนังพันคัน พลรบสิบหมื่น ขนเสบียงพันลี้ ค่าใช้จ่ายในและนอกประเทศ ค่าใช้จ่ายการทูต ค่าซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ ค่ารถรบเสื้อเกราะ ต้องสิ้นเปลืองวันละพันตำลึงทองดังนี้ จึงจะเคลื่อนพลสิบหมื่นออกรบได้ เมื่อรบพึงชนะเร็ว ยืดเยื้อกำลังก็เปลี้ยขวัญทหารก็เสีย ตีเมืองจักไร้พลัง ทำศึกนอกประเทศนาน ในประเทศจักขาดแคลน เมื่อกำลังเปลี้ยขวัญทหารเสีย สูญสิ้นทั้งไพร่พลและเศรษฐกิจ เจ้าครองแคว้นอื่น จักฉวยจุดอ่อนเข้าบุกรุก แม้จะมีผู้เยื่ยมด้วยสติปัญญาก็สุดจะแก้ไขให้กลายดีเคยฟังว่า ทำศึกพึงชนะเร็วแม้จะไม่ดีนัก แต่ไม่เคยเห็นว่า มีการทำศึกที่ชาญฉลาดทว่าต้องยืดเยื้อ ส่วนที่ว่าทำศึกยืดเยื้อเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ ก็ไม่เคยมีมาก่อน ฉะนั้น ผู้มิรู้ผลร้ายแห่งการทำศึกอย่างถ่องแท้ ย่อมไม่สามารถรู้ผลดีแห่งการทำศึกอย่างถ่องแท้ ได้เช่นกัน ผู้สันทัดในการบัญชาทัพ จักเกณฑ์พลมิซ้ำสอง ส่งเสบียงมิซ้ำสาม ใช้ยุทโธปกรณ์ประเทศตน เอาเสบียงจากข้าศึก อาหารของกองทัพจึงพอเพียงประเทศชาติยากจนเพราะส่งเสบียงไกลให้กองทัพ ส่งเสบียงไกล ราษฎรต้องลำเค็ญ ใกล้กองทัพของจักแพง ของแพงทรัพย์สินราษฎรจักขอดแห้ง เมื่อพระคลังร่อยหรอ ก็เร่งรีดภาษีไพร่พลสูญเสีย ทรัพย์สินสิ้นเปลือง ทุกครัวเรือนในประเทศจึงว่างเปล่า สมบัติราษฎรต้องสูญไปเจ็ดในสิบส่วน ทรัพย์สินของหลวงรถรบเสียหายม้าศึกอ่อนเปลี้ย เสื้อเกราะและเกาทัณฑ์ ของ้าวและโล่ดั้ง วัวควายและรถสัมภาระ ก็สูญไปหกในสิบส่วนฉะนั้น แม่ทัพผู้มีสติปัญญา พึงหาอาหารจากข้าศึก เอาข้าวข้าศึกหนึ่งจง เท่ากับของเราสิบจง เอาอาหารสัตว์หนึ่งสือ เท่ากับของเรายื่สิบสือ ฉะนั้น เมื่อจะเข่นฆ่าข้าศึก พึงให้ไพร่พลโกรธแค้น เมื่อจักกวาดต้อนสินศึก พึงตั้งรางวัลไพร่พล ฉะนั้น ในศึกรถรบ เมื่อยึดรถรบข้าศึกได้กว่าสิบคัน พึงรางวัลผู้ยึดได้ก่อน แล้วให้เปลี่ยนธงบนรถ ขับร่วมในขบวนเรา พึงเลี้ยงดูเชลยให้ดี นี้ก็คือที่ว่ารบชนะข้าศึก เรายิ่งเข้มแข็งฉะนั้น ทำศึกจึงสำคัญที่รบเร็ว ใช้สำคัญที่ยืดเยื้อ ฉะนัน แม่ทัพผู้รู้การศึก จึงเป็นผู้กุมชะตากรรมของทวยราษฎร์ เป็นผู้บันดาลความสงบสุขหรือภยันตรายของประเทศชาติ



ทำธุรกิจก็เหมือนทำสงคราม เราต้องแย่งชิงความเป็นใหญ่ในตลาดและสร้างยอดขายให้มากที่สุดที่จะเป็นไปได้ ซึ่งแต่ละบริษัทมีวิธีดำเนินการไม่เหมือนกัน วิธีก็คือแผนที่จะสร้างยอดขาย ซึ่งแน่นอนว่าทุกฝ่ายจะต้องทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการตลาด การเงิน ฝ่ายบุคคุล และหน่วยงานกลยุทธ ยกตัวอย่างเช่น หน่วยงานกลยุทธต้องนำเสนอแผนออกมาในที่ประชุมว่าเราจะสร้างความแตกต่างในการทำธุรกิจอย่างไรให้ไม่เหมือนกับบริษัทอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ความคิดเท่านั้น ถามว่าใครเป็นคนที่จะรู้ว่าโครงการที่จะดำเนินการนั้น เป็นไปได้ และสามารถสร้างกำไรได้มากที่สุด? แน่นอนมันต้องเป็นฝ่ายการเงินที่จะเขียน budget และวิเคราะห์และคาดการณ์ผลประกอบการบริษัทที่จะได้ออกมาในอนาคตร่วมกับฝ่ายการตลาด ซึ่งมีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่แล้ว เมื่อฝ่ายการเงินเห็นว่าแผนหรือโครงการนี้ทำให้เกิดผลกำไร ที่นี่ CEO หรือกรรมการบริษัท ก็ต้องตัดสินใจว่าจะใช้แผนไหนตามที่ลูกน้องเสนอมาทั้งหมดบนพื้นฐานของกำไร

แน่นอนว่าโครงการที่จะดำเนินในอนาคตนั้นจะต้องเกิดผลและสำเร็จในเวลาที่เร็วที่สุดที่เป็นไปได้ เพราะเงินคือพลังของธุรกิจ และโลกหมุนอยู่ทุกวัน ซึ่งทำให้เทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ซึ่งถ้าแผนธุรกิจนี้ยังคงถูกใช้นานเกินไปจะส่งผลเสียต่อบริษัอย่างแน่นอน แต่ในการแข่งขันของธุรกิจทุกอย่างก็ไม่แน่ไม่นอนเสมอไป เพราะฉะนั้นเราควรวางแผนให้ละเอียดรอบคอบให้มากที่สุด ว่าแผนนั้นควรเป็นระยะสั้นหรือยาว

ในหลักการบริหารแล้วการทำโครงการอะไรนานๆแล้วไม่เห็นผลหรือสิ่งตอบแทนที่ได้จากสิ่งที่ทำก็จะส่งผลต่อกำลังใจของพนักงานในบริษัทในการทำงาน ซึ่งในที่สุดแล้วเราก็จะแพ้ในสงครามธุรกิจ

ยิ่งไปกว่านั้นพนักงานองค์กรที่ดีจะต้องนำเอาทรัพยากรของบริษัทมาน้อยที่สุดมาใช้ให้เกิดผลมากที่สุด ถึงจะเรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพ

ในบางครั้งเราก็ควรรู้สถานะตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะไปแข่งกับบริษัทที่ใหญ่และมีทรัพยากรกว่ามาก เช่น บุคคลากร และเงินทุน หรือเป็นบริษัทที่มีฐานลูกค้าหรือสlogisticsที่ดีกว่า บางทีการทำอะไรเกินความสามารถก็จะส่งผลเสียให้แก่บริษัทมหาศาล ซึ่งเราก็ควรไต่ตรองว่า เราควรทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงความได้เปรียบของเขา และนำเอาจุดอ่อนของเขามาสร้างเป็นจุดแข็งของเรา ซึ่งก็ตรงกับหลักพิชัยสงคราม ที่กล่าวว่า เลี่ยงแข็งตีอ่อน




credit ภาพจาก www.thehindubusinessline.in

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

จิตวิทยาในสามก๊กของโจโฉและเล่าปี่ - "โยนหินถามทางวิจารณ์วีรบุรุษ" หลักของการบริหารจัดการและจิตวิทยา

     สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่านวันนี้ผมจะนำเสนอเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามก๊กที่เป็นเหตุการณ์ย่อยในเรื่อง ซึ่งอาจจะดูเป็นเหตุการณ์ที่เล็กมากจนไม่สำคัญเลย แต่เราสามารถนำจุดนี้มาใช้ศึกษาได้เช่นกัน เหตุการณ์ที่ว่าคือ การโยนหินถามทางของโจโฉ หลังจากการปราบลิโป้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองฮูโต๋


     หลักการโยนหินถามทางนั้นเป็นหลักการลองใจคนว่ามีความคิดต่อสิ่งที่เราทำหรือถามอย่างไร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้บริหารเพื่อประเมินสถานการณ์ว่าสิ่งที่เป็นอยู่หรือเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ คนรอบข้างมีความรู้คิดอย่างไร เพราะในโลกนี้เราไม่สามารถทำอะไรคนเดียวได้ ต้องมีแรงสนับสนุนในการก้าวเดินต่อไปและสิ่งที่เป็นอุปสรรคจะต้องกำจัดทิ้งให้โดยเร็ว

     สำหรับผมนั้นโจโฉถือว่าเป็น CEO ที่เก่งที่สุดในยุคสามก๊กเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นคนที่เปิดโอกาสให้คนเก่งมาช่วยงาน และ เป็นคนที่มีความทะเยอะทะยานเป็นอย่างมาก

     วิธีการโยนหินถามทางของโจโฉนั้นจะมีอยู่ 2 เหตุการณ์ที่สำคัญ คือ การพาพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกล่าสัตว์ และ การวิจารณ์วีรบุรุษ แต่วันนี้ผมจะนำเสนอเพียงแค่ การสนนทนาวีรบุรุษ ระหว่างโจโฉและเล่าปี่


โจโฉ(ซ้าย) และ เล่าปี่(ขวา) สนทนากันหลังจากศึกปราบลิโป้ ภาพจาก ซีรีย์สามก๊ก ปี 1994


     เนื่องจากโจโฉกำลังขยายอำนาจไปทั่วประเทศจีนในสมัยนั้นที่แตกเป็นฝ่ายเล็กๆมากมาย สิ่งที่โจโฉต้องทำอันดับแรกคือการกำจัดศัตรูที่จะเป็นภัยในอนาคต หรือการตัดไฟแต่ต้นลมนั้นเอง เพื่อตัดจะได้มีใจในการปราบคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้นโจโฉเป็นคนที่รักษาวินัยและเคร่งครัดต่อเป้าหมายเป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกที่จะระแวงภัยที่จะเกิดจากคนรอบตัว


     โจโฉรับเล่าปี่กลับเมืองฮูโต๋(เมืองหลวงที่โจโฉได้ทำการย้ายมา หลังสิ้นตั๋งโต๊ะ ลิฉุยและกุยกี) หลังจากสังหารลิโป้ได้สำเร็จ โจโฉมีความรู้สึกว่าเล่าปี่นั้นเป็นคนที่มีความคิดที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่แล้วตั้งแต่สมัยการรวมตัวของ 18 หัวเมืองในการปราบตั๋งโต๊ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนพูดจาดีดูไม่มีพิษภัยแต่กลับมีเจตนาแฝงอยู่เสมอๆ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่โจโฉไม่แน่ใจ จึงคิดแผนให้เล่าปี่มากินโต๊ะและร่วมสนทนากันสองต่อสอง

     เมื่อเล่าปี่มาถึงโจโฉ ได้เปิดประเด็นคือ ชวนเล่าปี่ดู ก้อนเมฆบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นรูปมังกรบินอยู่บนท้องฟ้า โจโฉถามถึงความหมาย และได้พูดประมาณว่า มังกรจะมีพฤติกรรมตามโอกาส เมื่อถึงโอกาสของมันก็จะปรากฏและผงาดกลางฟ้า เมื่อไม่ใช่เวลาของมันก็ยามเร้นกายซ่อนอยู่ในคลื่น ซึ่งก็เหมือนคนที่ยิ่งใหญ่ ที่จะทำอะไรแล้วดูที่โอกาส โจโฉเปรียบมังกรคือวีรบุรุษ และได้ถามว่าใครคือวีรบุรุษในสมัยนั้น 

     เล่าปี่ได้เสนอชื่อ คนที่เป็นใหญ่ทุกคนในประเทศจีนสมัยนั้น แต่โจโฉกลับวิจาร์ณในด้านเสียๆหายๆทุกคน สุดท้ายเล่าปี่จะถามว่าโจโฉคิดว่าใคร โจโฉได้บอกว่า คนที่เป็นวีรบุรุษต้องคิดการใหญ่ มีแผนกลยุทธ์ มีสติปัญญาและปณิธานที่ยิ่งใหญ่ และได้บอกว่าวีรบุรุษคือ ท่าน(เล่าปี่) กับ ข้า (โจโฉ) 

     ได้เวลานั้นเองมีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นเล่าปี่ตกใจถึงกับขนาดทำตะเกียบตก และเล่าปี่ได้พูดว่า ฟ้าผ่าเสียงดังน่ากลัวทำให้ตกใจ โจโฉจึงถามว่าทำไมถึงกลัวฟ้าผ่า 

     สังเกตได้ว่าการที่โจโฉเห็นเล่าปี่ตกใจแค่ฟ้าร้องฟ้าผ่าเพียงแค่นี้ ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเล่าปี่เป็นคนจิตใจเล็ก ไม่มีทางคิดการใหญ่แน่นอน 

     แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่ผมชื่นชมและยอมรับในตัวเล่าปี่คือการวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แน่นอนหละ การที่เล่าปี่ยังอยู่ในปากเสือ การจะทำอะไรต้องระวังให้หมดทุกเรื่อง ทำให้เล่าปี่้ต้องทำตัวไร้เดียงสาในการสนทนาให้มากที่สุด จนถึงขั้นต้องแกล้งทำเป็นกลัวฟ้าผ่า ถ้าโจโฉรู้ความคิดที่แท้จริงของเล่าปี่แล้ว เล่าปี่คงไม่รอดในวันนั้นเป็นอย่างแน่นอน การใช้หลักโยนหินถามทางของโจโฉนับเป็นการสนนทนาที่่ค่อนข้างแนบเนียนมาก โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยจะระวังตัวเท่าไหร่ และเล่าปี่นั้นกลับอ่านเจตนาของโจโฉได้อย่างรวดเร็ว นี่คือสิ่งที่ผมชื่นชอบ เล่าปี่จึงเป็นมังกรอย่างแท้จริงในเหตุการณ์นี้ กล่าวคือ ประพฤติตนตามสถานการณ์ เล่าปี่ในตอนนั้นเป็นเหมือนนกอยู่ในรัง ปลาอยู่ในสระ



     การอยู่ในองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่และมีการแข่งขันที่สูง เราจะต้องระวังตัวเป็นอย่างมากในการพูดหรือทำ เพราะมันเป็นการชิงดีชิงเด่นกัน เพื่อเป็นการยกระดับตัวเอง แม้ว่าจะต้องทำให้คนอื่นเสียหายเท่าใดก็ตาม ซึ่งผมก็รู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้เท่าไหร่ที่ก็ต้องมีการเหยียบคนอื่นเพื่อให้ตนไปได้สูงขึ้น เพื่อนร่วมงานที่มีตำแหน่งและความรับผิดชอบเดียวกับเรา แน่นอนเขาและตัวเราเองก็จะแข่งกันสร้างผลงานให้ตัวเองได้รับตำแหน่งและเงินเดือนที่สูงขึ้น บางทีเขาก็อาจนำเอาการโยนหินถามทางมาใช้กับเรา ซึ่งสิ่งที่เราต้องหาคำตอบคือ เขามาถามเราเพราะมีเหตุผลอะไร หรือในแข่งขันระหว่างบริษัท ซึ่งที่ชี้วัดความสำเร็จคือยอดขายและเปอร์เซนต์ของบริษัทตนในตลาด ก็อาจมีการนำการโยนหินถามทางมาใช้ก็ได้ ซึ่งเราก็ต้องระวังตัวเป็นอย่างมาก โดยบางทีก็ต้องกำชับพนักงานที่มีความรับผิดชอบในส่วนความลับของบริษัทไว้



     ถึงผู้อ่านทุกท่าน ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วทุกๆอย่างจะอยู่รูปของเกมการเดินหมากแต่ละขั้นเป็นสำคัญมากต่อสถานะของตัวเราเอง นั้นคือต้องระวังตัวและปรับตัวเข้าสถานการณืให้ได้อย่างรวดเร็ว อ่านเกมของคนอื่นให้ออกว่าเขาต้องการจะทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร และได้อะไรจากการทำแบบนี้ นั่นคือหนึ่งในกรณีศึกษาที่หาได้จากวรรณกรรมเรื่องนี้


credit ภาพจาก thisamkok, schr.com

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สามก๊ก กับ ธุรกิจ คำนำ

        ผมเป็นคนๆหนึ่งที่มีความสนใจในการศึกษาสามก๊กเป็นอย่างมาก ซื้อหนังสือสามก๊กจากผู้เขียนหลายเล่มมาก อ่านแล้วอ่านอีก ซึ่งสิ่งที่ผมได้เจอจากการอ่านนอกจากจะเป็นความสวยงามของเนื้อหาในเรื่อง  สามก๊กยัง เป็น case study สำหรับคนรุ่นหลังที่สามารถนำมาใช้ได้ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะผ่านมาร่วม 2000 ปีแล้วก็ตาม ถึงแม้สิ่งแวดล้อมหรือการคิดค้นที่อยู่รอบตัวเราจะเปลี่ยนไปแต่จิตใจมนูษย์ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม เนื่องจากผมเป็นคนที่สนใจเรื่องธุรกิจ และสามก๊กก็สามารถตอบโจทย์ที่ผมต้องการรู้ได้อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถนำสามก๊กเป็นตำราในการศึกษา จิตวิทยา การเมืองและการปกครองได้อีกด้วย ส่วนในเนื้อหาของบล๊อคนี้จะวิเคราห์สามก๊กในเชิงธุรกิจเป็นส่วนใหญ่และอาจจะมีเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจให้ได้ศึกษากัน

ตัวอักษรจีนตัวเต็มของคำว่า san guo yan yi หรือสามก๊กที่เป็นฉบับวรรณคดีนั่นเอง http://bhoffert.faculty.noctrl.edu/hst261/11.threekingdoms.html


สามก๊กหรือ三国演义สามารถนำมาใช้ในการศึกษาในเชิงธุรกิจได้หลายด้านเช่น
  1. บริหาร เช่นการจัดการหน้าที่ของบุคคลภายใต้การบังคับบัญชาของเรา การจัดการเรื่องต่างๆด้วยวิธีทีทำให้เกิดผลทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงไปการยุติปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งในสามก๊กนั้นเกิดเหตุการณ์ความวุ่ยวายแทบจะตลอดเรื่องเลยทีเดียว
  2. การตลาด  เช่นการที่ขงเบ้งเสนอให้เล่าปี่ยึดเกงจิ๋ว เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์
  3. ทรัพยากรมนุษย์ เช่นการทำให้ลูกน้องเกิดความเชื่อมันในเจ้านาย และรวมไปถึงการสร้างกำลังใจและแรงจูงใจให้กับกองทัพ (ถ้าเราเทียบกับบริษัทก็เหมือนการที่เราจะทำอย่างไรให้ลูกจ้างมีความจริงใจและจริงจังกับการทำงานให้บริษัทของเรา)
  4. การเงิน - การบริหารเสบียงและกำลัง ของกองทัพ เช่นการจัดหาเสบียงในเวลาคับขัน ซึ่งก็จะเหมือนกับการบริหารการเงินในสมัยนี้
  5. การฑูต - ก็คือการสร้างพันธมิตรของธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ในเรื่องๆหนึ่ง ซึ่งถ้าเราศึกษาในบางเหตุการณ์บางเหตุการณ์ของเรื่องสามก๊ก เช่น ศึกผาแดงหรือเซ็กเพ็ก เป็นการรวมตัวของเล่าปี่และซุนกวน ชั่วคราว! เพื่อการต้านโจโฉ 

อีกศาสตร์หนึ่งที่เราสามารถศึกษาได้ก็คือจิตวิทยา ซึ่งจะช่วยในการวางตัว การเดินเกมส์การเมืองในสังคมต่างๆ รวมถึงไปการบริหารจัดการคน
ส่วนในการศึกษาเรื่องจิตวิทยานั้นเราสามารถศึกษาได้เช่น
  1. การอ่านความคิดของคนผ่านการกระทำ เช่นแผนการสังหารยีเอ๋งโดยโจโฉ แผนขงเบ้งให้เล่าปี่ส่งจดหมายให้กวนอูเพื่อคืนเมืองเกงจิ๋วให้ฝ่ายง่อก๊ก
  2. การคาดเดาพฤติกรรมจากนิสัยของคน เช่นตอนที่โจโฉพ่ายศึกเซ็กเพ็กหนีผ่านตำบลฮัวหยง โดยขงเบ้งคาดการณ์ทางเดินโจโฉได้หมด