แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซุนวู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซุนวู แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปล้นเสบียงที่อัวเจ๋า พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

     สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่านหลังจากไม่ได้เขียนบล๊อคมานานรวมไปถึงไม่ค่อยได้อ่านสามก๊กเท่าเมื่อก่อนทำให้หลงๆลืมๆไปบ้าง ช่วงนี้เลยจะเขียนเกี่ยวกับสามก๊กในเหตุการณ์แรกๆไปก่อน เรื่องหลังๆในสามก๊กจะมาเขียนเร็วๆนี้ครับ
โจโฉ ภาพจาก cnminerva.wordpress.com


     เมื่อพูดถึงโจโฉแล้วใครๆก็รู้ว่าเป็นตัวละครเอกของเรื่อง ถามว่าคนๆนี้ตั้งตัวจริงๆได้เมื่อไหร่? โจโฉผ่านศึกมากมายกว่าจะได้ครองภาคเหนือของประเทศจีน ซึ่งศึกที่มีความสำคัญต่ออำนาจของโจโฉจริงๆในความคิดของผมน่าจะเป็นศึกกัวต๋อ ระหว่างโจโฉและอ้วนเสี้ยว เป็นหนึ่งในศึกที่ยิ่งใหญ่ในสามก๊ก และศึกแห่งประวัติศาสตร์ของประเทศจีน ทำให้โจโฉได้ขยายอาณาเขตและอำนาจ โดยเป็นการเอาน้อยชนะมาก ครั้งนั้นโจโฉมีกำลังพลเพียงแค่ 7 หมื่นคน ในขณะที่อ้วนเสี้ยวมีถึง 70 หมื่น หรือ 7 แสนคน


อ้วนเสี้ยว ภาพ oattochemicalz.wordpress.com
      ซึ่งในศึกกัวต๋อตัวแปรสำคัญที่ทำให้โจโฉได้เปรียบอ้วนเสี้ยวคือการตัดเสบียงทหารอ้วนเสี้ยวทั้งหมด ก่อนหน้านั้นโจโฉเป็นฝ่ายที่จะแพ้แน่ๆอยู่แล้วเนื่องจากเสบียงหมดและกำลังทหารที่ลดลง แต่เหตุการณ์กลับเป็นใจให้โจโฉเนื่องจากเกิดความขัดแย้งในฝ่ายอ้วนเสี้ยวผู้ที่เป็นผู้นำที่อ่อนแอเอง เขาฮิว ก็แปรพักตร์เข้าร่วมกับโจโฉ ทำให้โจโฉได้รู้ถึงจุดอ่อนของทัพอ้วนเสี้ยว

เขาฮิว ผู้มีอิทธิพลต่อศึกกัวต๋อ



      มาดูดีกว่าว่าแผนของโจโฉเป็นอย่างไร เริ่มจากวางกำลังในค่ายอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการปล้นค่ายตอนกลางคืน หลังจากนั้นนำทหาร 5000 คน ปลอมตัวเป็นทหารอ้วนเสี้ยวโดยถือธงอ้วนเสี้ยว (แน่นอนว่าสมัยก่อนการปลอมแปลงอะไรต่างๆถือว่าง่ายมาก) เพื่อบุกตำบลอัวเจ๋าตอนกลางคืน ซ้ำอ้วนเสี้ยวให้อิเขงนายทหารที่ขี้เมาดูแลค่าย แน่นอนว่าเขาก็ละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ทำให้โจโฉเผาเสบียงทัพได้สำเร็จในที่สุด ซึ่งถ้าใครได้ดูซีรีย์หรืออ่านในหนังสือก็เห็นว่าการตีอัวเจ๋านั้นสามารถนำเอามาศึกษาได้หลายๆข้อ

ใครอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมแนะนำให้ดูวีดีโอนี้ครับ


  • ข้อแรกคือการที่โจโฉรอการเปลี่ยนแปลงของทัพอ้วนเสี้ยว ข้อนี้จะสำเร็จได้ถ้าแม่ทัพมีความใจเย็นพอ ซึ่งในตอนแรกโจโฉก็จะถอยอยู่แล้ว แต่ที่ปรึกษาได้ตั้งคำถามไว้ว่าอ้วนเสี้ยวนั้นทัพใหญ่กว่า 10 เท่าแต่ทำไมไม่สามารถเอาชนะได้เลย และแนะนำให้รอการเปลี่ยนแปลงในกองทัพของอ้วนเสี้ยว 
  • ข้อที่สองนั้นคือในการปะทะกันสามารถเกิดได้เสมอแต่ว่าโจโฉนั้นเลือกที่จะเลือกพื้นที่ในการปะทะแล้วเกิดผลดีต่อตนเองในสงครามนับเป็น case ที่น่าสนใจ
  • ข้อที่สามคือการเผาเสบียงและปล้นเสบียงทำให้กองทัพเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก เพราะคนก็ต้องกินอาหาร การที่ไม่มีเสบียงทำให้กองทัพไม่แรงจะสู้ต่อไป รวมไปถึงการก่อจราจลได้ในกองทัพ ซึ่งกองทัพยิ่งใหญ่เท่าใดก็จะควบคุมได้ยากเท่านั้น
ใครอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมแนะนำให้ดูวีดีโอนี้ครับ 


วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กรณีศึกษาจากสามก๊ก ตอน "ความฉลาดของเตียวหุย" ตอนที่ 2

     ต้องขอเกริ่นก่อนว่าเตียวหุย(張飛)เป็นหนึ่งในตัวละครที่ผมชอบมากคนหนึ่งในสามก๊ก ซึ่งเป็นคนที่ดูหยาบคายแต่จิตใจดี ซึ่งคนแบบเตียวหุยจะเห็นได้ว่าเป็นคนที่เต็มที่กับหลายๆสิ่ง และเหตุการณ์ที่ปากุ๋นเป็นเหตุการณ์ที่ผมกลับมาอ่านหรือนึกถึงก็ยังคงมีความน่าใจเสมอมา

     ซุนวูกล่าวไว้ว่ากลยุทธที่ดีในการรบคือกลยุทธที่เสียไพร่พลน้อยที่สุด (ดีที่สุดคือรบด้วยอุบาย)  ซึ่งแน่นอนหลังจากเล่าปี่ต้องการขยายอำนาจโดยรุกเข้าเสฉวน เตียวหุยเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เข้ายึดเสฉวนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ซ้ำเตียวหุยยังแสดงอัจริยภาพในการรบตามหลักของซุนวูได้อย่างดีเยี่ยมกล่าวคือ ""การบัญชาทัพชั้นเอกคือชนะด้วยอุบาย รองลงมาคือชนะด้วยการทูต รองลงมาอีกคือชนะด้วยการรบ" อ้างอิงจากคำแปลของอาจารย์บุญศักดิ์ แสงระวี ในบล๊อคนี้เราจะมาพูดถึงความสุขุมของเตียวหุยหลักจากจับตัวเงียมหงันได้แล้ว
ขอบคุณภาพจาก online station

     หลังจากจับตัวเงียมหงัน(严颜)แห่งปากุ๋นได้แล้ว เงียมหงันก็ด่าทอเตียวหุยมากมายเรียกว่าไม่กลัวตายเลยทีเดียว ซ้ำยังรีบเรียกให้ประหารทิ้ง แต่เหตุการณ์นี้แปลกที่เตียวกลับไม่มีอารมณ์โกรธออกมา สามารถควบคุมตัวเองได้อย่างดี ซ้ำกลับแสดงความจริงใจโดยการพูดสรรเสริญและขอร้องให้เงียมหงันเข้าร่วมกับเล่าปี่ ซึ่งเหตุการณ์หลังจากเงียมหงันเข้าร่วมกับเล่าปี่แล้วทำให้ ทัพบกของเตียวหุยโดยให้เงียมหงันเป็นทัพหน้า สามารถผ่านด่านเมืองได้ถึง 45 เมือง ถึงลกเสียโดยไม่เสียไพร่พลแม้แต่คนเดียว ซ้ำยังถึงลกเสียก่อนขงเบ้งและจูล่งซะอีก ซึ่งถ้าเตียวหุยฆ่าเงียมหงันตั้งแต่ปากุ๋น การยกทัพจะไม่ง่ายแบบนี้ ซ้ำยังก่อให้เกิดความโกรธแค้นต่อผู้คนอีกจำนวนมาก

     ว่าไปแล้ว เตียวหุยก็มีการพัฒนาในการใช้อุบายเหมือนกัน ถ้าจำได้ในบล๊อคก่อนๆผมได้เขียนเกี่ยวกับเตียวหุยในเหตุการณ์สะพานเตียงปันเกี้ยว ในสมัยที่เล่าปี่ต้องไปพึ่งเล่าเปียว(刘表) และซุนกวน(孙权)
เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทัพเล่าปี่โดยไล่ตามมา พอทัพโจโฉที่ไล่ตามมาพบกับเตียวหุยที่สะพานเตียงปันเกี้ยว ซึ่งในขณะนั้นเตียวหุยก็ทำให้บริเวณนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นเพื่อหลอกให้โจโฉคิดว่ามีทหารซ่อนโจมตีอยู่ แต่แผนก็แตกเมื่อเตียวหุยสั่งทำลายสะพาน แต่ก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด


วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตำราพิชัยสงครามซุนวูกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ บทที่ 3

สวัสดีครับ ห่างหายไปกันไปนานพอสมควรวันนี้ เราจะมาพูดถึง พิชัยสงครามซุนวู บทที่ 3 นั่นคือ ยุทธศาสตร์การรุก หรือ Offensive Strategy นั่นเอง บทนี้เป็นการนิยามการชนะสงครามว่าแบบไหนเป็นการชนะที่แท้จริง คุณสมบัติและสถานการณ์ของกองทัพเป็นอย่างไรยามศึกสงคราม...


พิชัยสงครามซุนวู บทที่ 3 (ขอบคุณข้อมูลจาก www.thaisamkok.com)
อันหลักการทำศึกนั้น บ้านเมืองสมบูรณ์เป็นเอก บ้านเมืองบอบซ้ำเป็นรอง กองทัพสมบูรณ์เป็นเอก กองทัพบอบซ้ำเป็นรอง กองพลสมบูรณ์เป็นเอก กองพลบอบซ้ำเป็นรอง กองร้อยสมบูรณ์เป็นเอก กองร้อยบอบซ้ำเป็นรอง เหตุนี้ รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ยังหาใช้ความยอดเยี่ยมในความยอดเยี่ยมไม่ มิต้องรบแต่สยบทัพข้าศึกได้ จึงจะเป็นความยอดเยี่ยมในความยอดเยี่ยมฉะนั้น การบัญชาทัพชั้นเอกคือชนะด้วยอุบาย รองมาคือชนะด้วยการทูต รองมาคือชนะด้วยการรบ เลวสุดคือการตีเมืองเป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะการสร้างรถโล่ การเตรียมยุทโธปกรณ์ สามเดือนจึงแล้วเสร็จ การถมเนินเข้าตีเมือง ต้องอีกสามเดือนจึงลุล่วง แม่ทัพจักกลั่นโทสะมิได้ ทุ่มทหารเข้าตีดุจจอมปลวก ต้องล้มตายหนึ่งในสาม แต่เมืองก็มิแตก นี้คือความวิบัติจากการตีเมืองฉะนั้น ผู้สันทัดการบัญชาทัพ จักสยบทัพข้าศึกได้โดยมิต้องรบ จักยึดเมืองข้าศึกโดยมิต้องตี จักทำลายประเทศข้าศึกได้โดยมิต้องนาน จักครองปฐพีได้ด้วยชัยชนะอันสมบูรณ์ ดังนี้ กองทัพมิต้องเหน็ดเหนื่อยยากเข็ญ ก็ได้ชัยชนะอย่างสมบูรณ์ นี้คือกลวิธีแห่งการรุกฉะนั้น หลักการบัญชาทัพคือ มีสิบเท่าให้ล้อม มีห้าเท่าให้รุก มีหนึ่งเท่าให้แยก มีเท่ากันก็รบได้ มีน้อยกว่าก็เลี่ยงหนี มีไม่ทัดเทียม ก็หลบหลีก เหตุนี้ ด้อยกว่าข้าศึกยังขืนรบ ก็จักตกเป็นเชลยข้าศึกที่เข้มแข็งอันแม่ทัพนั้น คือผู้ค้ำจุนประเทศ ถ้ารอบคอบ บ้านเมืองจักเข้มแข็ง ถ้าบกพร่อง บ้านเมืองจักอ่อนแอประมุขนำความวิบัติแก่กองทัพมีสาม ไม่รู้ว่ากองทัพรุกมิได้บัญชาให้รุก ไม่ได้รู้ว่ากองทัพถอยมิได้ก็บัญชาให้ถอย นี้เรียกว่าจำจองกองทัพ ไม่รู้เรื่องของสามทัพ แต่เข้าสอดแทรกกิจการของสามทัพ แม่ทัพนายกองก็สับสน ไม่ได้รู้อำนาจของสามทัพ แต่เข้าแทรกแซงการบัญชาของสามทัพ แม่ทัพนายกองก็สงสัย เมื่อแม่ทัพนายกองทั้งสับสนและสงสัย เจ้าครองแคว้นอื่นก็จะนำภัยมาสู่ นี้เรียกว่าก่อกวนกองทัพ ชักนำข้าศึกให้ชนะฉะนั้น เราสามารถล้วงรู้ชัยชนะได้ห้าทาง ผู้รู้ว่าควรรบหรือไม่ควรรบจักชนะ ผู้เข้าใจการรบในภาวะกำลังมากหรือกำลังน้อยจักชนะ ฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งชั้นบนและชั้นล่างจักชนะ ฝ่ายพร้อมรบบุกฝ่ายไม่พร้อมรบจักชนะ ฝ่ายแม่ทัพมีปัญญาประมุขไม่ยุ่งเกี่ยวจักชนะ ห้าทางนี้คือวิธีแห่งการล้วงรู้ชัยชนะฉะนั้น จึงกล่าวว่า รู้เขารู้เรา ร้อยรบมิพ่าย ไม่รู้เขาแต่รู้เรา ชนะหนึ่งแพ้หนึ่ง ไม่รู้เขาไม่รู้เรา ทุกรบจักพ่าย 

ในบรรทัดแรกของบทนี้ซุนวูได้กล่าวถึงนิยามของชัยชนะที่ควรจะเป็นกล่าวคือ การทำให้ข้าศึกยอมแพ้หรือยอมจำนนนั่นเอง ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? ตามที่เราเคยเห็นนิยามของชัยชนะในสงครามคือการทำให้ศัตรูตายไปให้หมด แต่วิธีนี้เป็นเพียงวิธีหนึ่ง แต่การชนะที่ดีที่สุดคือการทำให้ศัตรูจำนนเพราะว่านอกจากเราจะไม่ต้องเปลืองทรัพยากรในการรบ ซ้ำยังได้กำลังมาเสริมทัพอีกด้วย หลักนี้ถือเป็นหลัก win-win ก็คือฝ่ายที่จำนนนอกจากจะไม่สูญเสียทรัพย์สิน ยังคงมีชีวิตต่อไปได้ ส่วนฝ่ายที่บุกยึดก็ได้ประโยชน์มากมายจากที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ถ้าเปรียบในทางธุรกิจก็เหมือนการซื้อกิจการที่อยู่ในสภาวะวิกฤตทางการเงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งทางบริษัทได้เล็งเห็นว่าการซื้อสามารถสร้างผลกำไรได้และช่วยส่งเสริมการทำยอดขายจากธุรกิจเดิมด้วย



ซุนวูได้ให้ความสำคัญแก่การฑูตหรือการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ที่ลงตัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวิธีที่ไม่รุนแรงและไม่ก่อให้เกิดความลำบากแก่คนอื่น นั่นหมายความว่าการเจรจาทางธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะการใช้คำพูดต่างๆจะมีผลต่อดีลนั้นๆ

ต่อมาคือซุนวูได้บอกว่ากษัตริยราชมักนำความเสียหายสู่ประเทศชาติมาสู่กองทัพ มี 3 สิ่งคือ

  1. กองทัพไม่สามารถคืบหน้าได้ แต่สั่งให้เดิน 
  2. การแทรกแซงการบริหารของแม่ทัพ 
  3. ไม่เข้าใจสถานการณ์แต่แทรกแซงการบังคับบัญชาของแม่ทัพ
กษัตริย์ก็เหมือน CEO แหละครับ ในองค์กรใดก็ตามที่มี CEO ไม่รู้จักการประเมินสถานการณ์ รู้ว่าอะไรควรไม่ควรทำตอนนี้ หรือแทรกแซงการทำงานของฝ่ายต่างๆมากเกินไปก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ยาก เพราะแต่ละฝ่ายย่อมต้องใช้ความเชี่ยวชาญซึ่งผู้บริหารบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ซ้ำการแทรกแซงแบบนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อพนักงาน ซึ่งจะทำให้โครงสร้างภายในขององค์กรเสียก็เป็นได้ 
อย่างไรก็ตามซุนวูได้สรุปว่าใครสามารถวิเคราห์สถานการณ์ได้ถูกต้องมักจะเป็นฝ่ายชนะกล่าวคือต้องรู้ว่า
  1. ควรรบหรือไม่ควรรบ
  2. ควรใช้กำลังทหารมากเพียงใด
  3. เบื้องบนกับเบื้องล่างเป็นหนึ่งเดียว
  4. เตรียมพร้อมรับข้าศึกที่ไม่เตรียมพร้อม
  5. แม่ทัพมีความสามารถ และกษัตริย์ไม่แทรกแซงกิจการของกองทัพ
เห็นได้เลยว่าการทำแผนธุรกิจหรือกลยุทธขึ้นมาก็ต้องวิเคราะห์จากสิ่งนี้ทั้งนั้น หนังสือที่มีชีวิตถึง2000กว่าปีก็ยังให้คำตอบแก่เราได้ ข้อแรกคือรู้ตัวเองว่าควรสู้กับคู่แข่งตอนนี้หรือไม่ หรือวิธีนี้หรือไม่ ข้อสองคือการกำหนดงบประมาณออกมาให้เห็นตั้งแต่เริ่มต้นวางแผน ซึ่งจะลดความเสี่ยงและตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้ สามคือผู้บริหาร เจ้ากิจการ และพนักงานทุกคนล้วนทำงานด้วยเป้าหมายเดียวกันอย่างสามัคคี ข้อสี่ก็คือเตรียมพร้อมที่จะแข่งขันตลอดเวลาเป็นการทำให้รู้สึกมีการตื่นตัวพร้อมเจอปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ข้อห้าคือผู้บริหารมีประสิทธิภาพและเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นไม่แทรกแซงงานบริหาร

ถ้าเราสามรถวิเคราะห์สถานการณ์ได้แบบนี้ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเชิงธุรกิจ เราก็จะสามารถเอาตัวรอดและแข็งแกร่งตลอดเวลาได้ ดั่งเช่นคำพูดที่ทุกคนได้ยินกันคือ "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" นั่นเอง

picture credit: zazzle.com


วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตำราพิชัยสงครามซุนวูกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ บทที่ 2


    เมื่อเราประเมินสถานการณ์ภายในและภายนอกในองค์กรเราได้แล้วนั้น ขั้นตอนต่อไปก็คือเราจะแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจอย่างไร เวลาไหนจะเหมาะสม และคุ้มหรือไม่ที่จะทำตามแผนกลยุทธ์ที่ถูกนำเสนอในที่ประชุม


บทที่ 2 ของพิชัยสงครามซุนวู (ขอบคุณเว็บ thai samkok สำหรับเนื้อหาบทที่ 2)
อันหลักแห่งการบัญชาทัพนั้น ต้องใช้รถเร็วพันคัน รถหุ้มหนังพันคัน พลรบสิบหมื่น ขนเสบียงพันลี้ ค่าใช้จ่ายในและนอกประเทศ ค่าใช้จ่ายการทูต ค่าซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ ค่ารถรบเสื้อเกราะ ต้องสิ้นเปลืองวันละพันตำลึงทองดังนี้ จึงจะเคลื่อนพลสิบหมื่นออกรบได้ เมื่อรบพึงชนะเร็ว ยืดเยื้อกำลังก็เปลี้ยขวัญทหารก็เสีย ตีเมืองจักไร้พลัง ทำศึกนอกประเทศนาน ในประเทศจักขาดแคลน เมื่อกำลังเปลี้ยขวัญทหารเสีย สูญสิ้นทั้งไพร่พลและเศรษฐกิจ เจ้าครองแคว้นอื่น จักฉวยจุดอ่อนเข้าบุกรุก แม้จะมีผู้เยื่ยมด้วยสติปัญญาก็สุดจะแก้ไขให้กลายดีเคยฟังว่า ทำศึกพึงชนะเร็วแม้จะไม่ดีนัก แต่ไม่เคยเห็นว่า มีการทำศึกที่ชาญฉลาดทว่าต้องยืดเยื้อ ส่วนที่ว่าทำศึกยืดเยื้อเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ ก็ไม่เคยมีมาก่อน ฉะนั้น ผู้มิรู้ผลร้ายแห่งการทำศึกอย่างถ่องแท้ ย่อมไม่สามารถรู้ผลดีแห่งการทำศึกอย่างถ่องแท้ ได้เช่นกัน ผู้สันทัดในการบัญชาทัพ จักเกณฑ์พลมิซ้ำสอง ส่งเสบียงมิซ้ำสาม ใช้ยุทโธปกรณ์ประเทศตน เอาเสบียงจากข้าศึก อาหารของกองทัพจึงพอเพียงประเทศชาติยากจนเพราะส่งเสบียงไกลให้กองทัพ ส่งเสบียงไกล ราษฎรต้องลำเค็ญ ใกล้กองทัพของจักแพง ของแพงทรัพย์สินราษฎรจักขอดแห้ง เมื่อพระคลังร่อยหรอ ก็เร่งรีดภาษีไพร่พลสูญเสีย ทรัพย์สินสิ้นเปลือง ทุกครัวเรือนในประเทศจึงว่างเปล่า สมบัติราษฎรต้องสูญไปเจ็ดในสิบส่วน ทรัพย์สินของหลวงรถรบเสียหายม้าศึกอ่อนเปลี้ย เสื้อเกราะและเกาทัณฑ์ ของ้าวและโล่ดั้ง วัวควายและรถสัมภาระ ก็สูญไปหกในสิบส่วนฉะนั้น แม่ทัพผู้มีสติปัญญา พึงหาอาหารจากข้าศึก เอาข้าวข้าศึกหนึ่งจง เท่ากับของเราสิบจง เอาอาหารสัตว์หนึ่งสือ เท่ากับของเรายื่สิบสือ ฉะนั้น เมื่อจะเข่นฆ่าข้าศึก พึงให้ไพร่พลโกรธแค้น เมื่อจักกวาดต้อนสินศึก พึงตั้งรางวัลไพร่พล ฉะนั้น ในศึกรถรบ เมื่อยึดรถรบข้าศึกได้กว่าสิบคัน พึงรางวัลผู้ยึดได้ก่อน แล้วให้เปลี่ยนธงบนรถ ขับร่วมในขบวนเรา พึงเลี้ยงดูเชลยให้ดี นี้ก็คือที่ว่ารบชนะข้าศึก เรายิ่งเข้มแข็งฉะนั้น ทำศึกจึงสำคัญที่รบเร็ว ใช้สำคัญที่ยืดเยื้อ ฉะนัน แม่ทัพผู้รู้การศึก จึงเป็นผู้กุมชะตากรรมของทวยราษฎร์ เป็นผู้บันดาลความสงบสุขหรือภยันตรายของประเทศชาติ



ทำธุรกิจก็เหมือนทำสงคราม เราต้องแย่งชิงความเป็นใหญ่ในตลาดและสร้างยอดขายให้มากที่สุดที่จะเป็นไปได้ ซึ่งแต่ละบริษัทมีวิธีดำเนินการไม่เหมือนกัน วิธีก็คือแผนที่จะสร้างยอดขาย ซึ่งแน่นอนว่าทุกฝ่ายจะต้องทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการตลาด การเงิน ฝ่ายบุคคุล และหน่วยงานกลยุทธ ยกตัวอย่างเช่น หน่วยงานกลยุทธต้องนำเสนอแผนออกมาในที่ประชุมว่าเราจะสร้างความแตกต่างในการทำธุรกิจอย่างไรให้ไม่เหมือนกับบริษัทอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ความคิดเท่านั้น ถามว่าใครเป็นคนที่จะรู้ว่าโครงการที่จะดำเนินการนั้น เป็นไปได้ และสามารถสร้างกำไรได้มากที่สุด? แน่นอนมันต้องเป็นฝ่ายการเงินที่จะเขียน budget และวิเคราะห์และคาดการณ์ผลประกอบการบริษัทที่จะได้ออกมาในอนาคตร่วมกับฝ่ายการตลาด ซึ่งมีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่แล้ว เมื่อฝ่ายการเงินเห็นว่าแผนหรือโครงการนี้ทำให้เกิดผลกำไร ที่นี่ CEO หรือกรรมการบริษัท ก็ต้องตัดสินใจว่าจะใช้แผนไหนตามที่ลูกน้องเสนอมาทั้งหมดบนพื้นฐานของกำไร

แน่นอนว่าโครงการที่จะดำเนินในอนาคตนั้นจะต้องเกิดผลและสำเร็จในเวลาที่เร็วที่สุดที่เป็นไปได้ เพราะเงินคือพลังของธุรกิจ และโลกหมุนอยู่ทุกวัน ซึ่งทำให้เทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ซึ่งถ้าแผนธุรกิจนี้ยังคงถูกใช้นานเกินไปจะส่งผลเสียต่อบริษัอย่างแน่นอน แต่ในการแข่งขันของธุรกิจทุกอย่างก็ไม่แน่ไม่นอนเสมอไป เพราะฉะนั้นเราควรวางแผนให้ละเอียดรอบคอบให้มากที่สุด ว่าแผนนั้นควรเป็นระยะสั้นหรือยาว

ในหลักการบริหารแล้วการทำโครงการอะไรนานๆแล้วไม่เห็นผลหรือสิ่งตอบแทนที่ได้จากสิ่งที่ทำก็จะส่งผลต่อกำลังใจของพนักงานในบริษัทในการทำงาน ซึ่งในที่สุดแล้วเราก็จะแพ้ในสงครามธุรกิจ

ยิ่งไปกว่านั้นพนักงานองค์กรที่ดีจะต้องนำเอาทรัพยากรของบริษัทมาน้อยที่สุดมาใช้ให้เกิดผลมากที่สุด ถึงจะเรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพ

ในบางครั้งเราก็ควรรู้สถานะตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะไปแข่งกับบริษัทที่ใหญ่และมีทรัพยากรกว่ามาก เช่น บุคคลากร และเงินทุน หรือเป็นบริษัทที่มีฐานลูกค้าหรือสlogisticsที่ดีกว่า บางทีการทำอะไรเกินความสามารถก็จะส่งผลเสียให้แก่บริษัทมหาศาล ซึ่งเราก็ควรไต่ตรองว่า เราควรทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงความได้เปรียบของเขา และนำเอาจุดอ่อนของเขามาสร้างเป็นจุดแข็งของเรา ซึ่งก็ตรงกับหลักพิชัยสงคราม ที่กล่าวว่า เลี่ยงแข็งตีอ่อน




credit ภาพจาก www.thehindubusinessline.in

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตำราพิชัยสงครามซุนวูกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ บทที่ 1

            ก่อนอื่นต้องขอแนะนำก่อนว่าอะไรคือ ตำราพิชัยสงครามซุนวู (Sun Tzu's The Art of War)
ตำราพิชัยสงครามซุนวูเป็นตำรายุทธศาสตร์ของจีนที่มีมาตั้งแต่สมัยยุคชุนชิว เขียนโดยซุนวู เกิดในตระกูลที่เป็นทหารของแคว้นฉี ซึ่งตระกูลซุนเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลหลักของแคว้นฉีเลยทีเดียว ซุนวูมีชีวิตอยู่ในช่วงพระพุทธกาล ถ้าเทียบกับสามก๊กก็เป็นยุคก่อนสามก๊ก 600-700 ปี นับว่านานมากเลยทีเดียว และยิ่งไปกว่านั้นสามก๊กยังมีพื้นฐานของพิชัยสงครามซุนวูอีกด้วย


ตำราพิชัยสงครามซุนวูถูกยกย่องให้เป็น 1ใน7 พิชัยสงครามคลาสสิกของประเทศจีนอีกด้วย และได้มีการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก แม้แต่การรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พิชัยสงครามซุนวูก็ยังได้ถูกนำมาใช้ในสงคราม ถึงแม้ว่าอายุของวรรณกรรมชิ้นนี้จะมีอายุกว่า 2000-3000 ปีแล้ว แต่สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยต่างๆได้เสมอ

พิชัยสงครามซุนวูมีทั้งหมด 13 บท คือ

  1. การประเมิน (始计) 
  2. การวางแผน (作战)
  3. ยุทธศาสตร์การรบรุก (谋攻) 
  4. ท่าที (军行) 
  5. กำลังพล (兵势) 
  6. ความอ่อนแอ-เข้มแข็ง (虚实) 
  7. การดำเนินกลยุทธ์ (军争) 
  8. สิ่งผันแปร 9 ประการ (九变) 
  9. การเดินทัพ (行军) 
  10. ภูมิประเทศ (地形) 
  11. พื้นที่ต่างกัน 9 อย่าง (九地) 
  12. การโจมตีด้วยไฟ (火攻) 
  13. การใช้สายลับ (用间)


         พิชัยสงครามซุนวูสามารถนำมาใช้กับการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจและการตลาดได้อย่างมาก กองทัพก็เหมือนบริษัท กองทัพต้องแข็งแกร่งขึ้นทุกวันเช่นเดียวกับบริษัทที่ต้องเติบโตขึ้นอยู่เรื่อยๆ ในบทที่ 1 การประเมิน หรือ Initial Estimations (เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแปลโดย Ralph D. Sawyer 1996) พูดถึงการวิเคราะห์สภาพภายในของกองทัพว่ามีศักยภาพเพียงเท่าใด

บทที่ 1 (ขอบคุณเว็บ thai samkok สำหรับเนื้อหาบทที่ 1)
อันสงครามนั้น เป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ เป็นแหล่งแห่งความเป็นความตาย เป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่หรือดับสูญ จักไม่พินิจ พิเคราะห์มิได้ ฉะนั้น พึงวิเคราะห์จากห้าเรื่อง นำมาเปรียบเทียบเพื่อประเมิน ให้ถ่องแท้ในสภานะการณ์
  1. คุณธรรม 
  2. ลมฟ้าอากาศ 
  3. ภูมิประเทศ 
  4. แม่ทัพ 
  5. กฎระเบียบ 
ที่ว่าคุณธรรมคือ สิ่งที่ทำให้ทวยราษฎร์และเบื้องบนมีเจตนารมณ์ร่วมกัน ร่วมเป็นก็ได้ ร่วมตายก็ได้ ทวยราษฎร์มิหวั่นอันตราย  
ที่ว่าลมฟ้าอากาศ ก็คือ สว่างหรือมืด หนาวหรือร้อน ฤดูนี้หรือฤดูนั้น  
ที่ว่าภูมิประเทศ ก็คือ สูงหรือต่ำ ใกล้หรือไกล คับขันหรือราบเรียบ กว้างหรือแคบ เป็นหรือตาย 
ที่ว่าแม่ทัพ ก็คือ สติปัญญา ศรัทธา เมตตา กล้าหาญ เข้มงวด 
ที่ว่ากฎระเบียบ ก็คือ ระบบจัดกำลัง ระบบยศตำแหน่ง ระบบพลาธิการ 

ทั้งห้าเรื่องนี้ แม่ทัพพึงรู้แจ้ง ผู้รู้จักชนะ ผู้ไม่รู้จักไม่ชนะ ในสถานการณ์ กล่าวคือ เจ้านายมีคุณธรรมหรือไม่? แม่ทัพสามารถหรือไม่? ฟ้าดินอำนวยหรือไม่? วินัยเข้มงวดหรือไม่? กองทัพเข้มเข็งหรือไม่? ทหารฝึกดีหรือไม่? การรางวัลลงโทษแจ่มชัดหรือไม่? เรารู้ฝ่ายแพ้ฝ่ายชนะได้จากนี้ แม่ทัพใดเชื่อแผนศึกเรา ใช้ก็จักชนะ ให้เอาตัวไว้ แม่ทัพใดไม่เชื่อแผนศึกเรา ใช้ก็จักแพ้ ให้ปลดออกไป เมื่อการประเมินผลดีเป็นที่รับฟัง ก็ให้สร้างพลานุภาพขึ้น เพื่อเป็นส่วนช่วยแผนศึก ที่ว่าพลานุภาพ ก็คือการปฎิบัติการตามสภาพอันจะก่อให้เกิดผลนั่นเอง
อันสงครามนั้น คือการใช้เล่ห์เพทุบาย ฉะนั้น รบได้ให้แสดงว่ารบไม่ได้ จะรุกให้แสดงไม่รุก ใกล้ให้แสดงว่าไกล ไกลให้แสดงใกล้ ให้ล่อด้วยผลประโยชน์ ให้ชิงเมื่อระส่ำระสาย ข้าศึกแน่นให้เตรียมรับ ข้าศึกแข็งให้หลีกเลี่ยง ข้าศึกโกรธง่ายให้ก่อกวน ข้าศึกยโสให้เหิมเกริม ข้าศึกสบายให้เหนื่อยล้า ข้าศึกกลมเกลียวให้แยกสลาย ให้จู่โจมเมื่อไม่ระวัง ให้รุกรานเมื่อไม่คาดคิด นี้คืออัจฉริยะของนักการทหาร อันจักกำหนดล่วงหน้ามิได้
การประเมินศึกในศาลเทพารักษ์ก่อนรบบ่งบอกชัยชนะ เพราะคำนวณผลได้มากกว่า การประเมินผลในศาลเทพารักษ์ก่อนรบบ่งบอกไม่ชนะ เพราะคำนวณผลได้น้อยกว่า คำนวณผลได้มีมากก็จะชนะ คำนวณผลได้มีน้อยก็แพ้ ถ้าไม่คำนวณก็จักไม่ปรากฏผล เราพิจารณาจากนี้ ก็ประจักษ์ในชัยชนะหรือพ่ายแพ้แล้ว

ซึ่งถ้าเราเปรียบเทียบกับการวางกลยุทธ์ของบริษัท ก็จะมีเนื้อหาคล้ายกับ SWOT ซึงเป็นการประเมินจุดต่างๆในบริษัท ก่อนที่เราจะทำการดำเนินการแข่งขันกับบริษัทคู่แข่ง

www3.cdd.go.th S - Strengths
W - Weaknesses
O - Opportunities
T - Threats

Strengths หรือ จุดแข็ง คือความสามารถของบริษัทที่ทำได้ดีที่สุดหรือมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งนักวางกลยุทธ์ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด

Weaknesses หรือ จุดอ่อน คือสิ่งที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรรคของบริษัทในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งเราต้องค้นหาจุดอ่อนของเราให้เร็วที่สุด เพื่อการปรับปรุงอย่างรวดเร็ว

Opportunities หรือ โอกาส คือสิ่งที่อาจอยู่ในรูปของ trend  เหตุการณ์และแนวคิด ซึ่งเราจะต้องนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด (ยกตัวอย่างเช่น การทำเงินจากตุ๊กตาเฟอร์บี้ ในปี 2556)

Threats หรือ ภาวะคุกคาม คือ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นอกเหนือการควบคุม อย่างเช่น ภาวะฟองสบู่แตกในไทย ซึ่งเราต้องวางแผนเพื่อรับมือกับสิ่งที่ไม่สามารถคาดถึงเพื่อที่บริษัทจะได้สามารถดำรงอยู่ต่อไป


การประเมิน 5 สิ่ง คุณธรรม ลมฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ แม่ทัพ และกฏระเบียบ ก็จะคล้ายคลึงกับ SWOT เป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ขององค์กรได้ทั้งภายในและนอก 

คุณธรรมหรือความเป็นธรรมในเชิงภายใน ก็คือ การปกครองของผู้บริหาร ว่ามีความยุติธรรมหรือไม่ และลูกจ้างทั้งหมดที่ได้รับค่าตอบแทนในบริษัทมีแรงใจทุ่มเทในการทำงานหรือไม่ ในภายนอกก็อาจจะเป็น ลูกค้า ว่าเราปฏิบัติกับลูกค้าเราเป็นอย่างไร เราเอาเปรียบลูกค้าหรือไม่ บริษัทของเราดำเนินการขาวสะอาดหรือไม่

ลมฟ้าอากาศ สำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ภายในก็คือ ความเหมาะสม เช่น ถ้าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในบริษัทจะส่งผลดีหรือไม่ ส่วนภายนอกก็จะเป็นเรื่องเกียวกับความเหมาะสมเช่นกัน เช่นเวลานี้ผู้คนมีพฤติกรรมในการซื้อของอย่างไร (สมมุติว่า เวลานี้ถ้าทุกคนคิดว่าต้องมีไอโฟน และพยายามเก็บเงินซื้อ เรายังควรขาย brand อื่นต่ออยู่หรือไม่)

ภูมิประเทศ ที่ตั้งของบริษัท ตำแหน่งของโต๊ะของแผนกต่างๆว่าสัมพันธ์กับหน้าที่การงานหรือไม่ อาจจะเป็น ฮวงจุ้ย ก็ได้ ถ้าเป็นร้านค้าก็จะต้องประเมินว่าที่ร้านค้าอยู่ในที่ๆคนผ่านไปมาเห็นได้ชัดหรือไม่ ถ้าร้านค้าอยู่ในเชิงสะพานก็จะสามารถเห็นได้ยากและทำให้ร้านค้ามียอดขายต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

แม่ทัพ ก็คือผู้บริหารหรือผู้นำของบริษัทในด้านต่างๆ ว่ามีความพร้อมในการทำงานหรือไม่ มีความกะตือรือร้นหรือไม่ เป็นคนเปิดรับความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ มีความยุติธรรมหรือไม่

กฏ ก็คือระเบียบวินัยของบริษัท เช่นพนักงานของคุณเป็นคนรักษาวินัยหรือไม่ พนักงานมีการฝึกฝนเพื่อการพัฒนาไปในทางที่ดีกว่าสม่ำเสมอหรือไม่



สุดท้ายถ้าเราวิเคราะห์ออกมาแล้วบริษัทของเรามีคะแนนการประเมินเป็นในทางที่ดีบริษัทของเราก็จะมีแน้วโน้มในการเติบโตในตลาดมากขึ้น ถ้าไม่ดีก็ควรปรับปรุงแก้ไขให้เร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไป...


credit ข้อมูลภาพจาก th.wikipedia.org/wiki/ตำราพิชัยสงครามของซุนวู‎, www3.cdd.go.th